วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เรื่องที่ 28 : 12 วิ ธี ที่ ทำ ให้ รู้ ว่า คุณ รัก เขา

12 Ways To Know That You Love Someone
12 วิ ธี ที่ ทำ ให้ รู้ ว่า คุณ รัก เขา

TWELVE: 12
You talk with him/her late at night and when you go to bed you still think of him/her.
คุณคุยกับเขาจนดึกและเมื่อคุณไปนอนคุณก้อจะยังนึกถึงเขาอยู่

ELEVEN: 11
You walk really slowly when you are with him/her.
คุณจะเดินช้ามากๆเมื่อคุณอยู่กับเขา

TEN: 10
You don't feel Ok when he/she is far away.
คุณจะรู้สึกไม่โอเคเมื่อคุณอยู่ห่างจากเขา

NINE: 9
You smile when you hear his/her voice.
คุณจะยิ้มเมื่อได้ยินเสียงของเขา

EIGHT: 8
When you look at him/her,you do not see other people around you.You see only him/her.
เมื่อคุณมองไปที่เขา คุณก้อจะไม่เห็นคนอื่นที่อยู่รอบข้าง คุณจะเห็นแต่เขาเท่านั้น

SIX: 6
He/She is everything you want to think.
เขาเป็นทุกสิ่งที่คุณต้องการคิด

FIVE: 5
You realise that you smile every time you look at him/her.
จะสังเกตุได้ว่าคุนจะยิ้มทุกครั้งที่คุนมองเขา

FOUR: 4
You would do anything to see him/her.
คุณจะยอมทำทุกอย่างเพื่อได้เจอเขา

THREE: 3
While you have been reading this, there was a person in your mind all the time.
ในขณะที่คุณกำลังอ่าน ก้อมีคนคนนึงที่อยู่ในความคิดของคุณ

TWO: 2
You've been so busy thinking of that person that you didn't notice that number SEVEN is missing.
คุณกำลังครุ่นคิดถึงคนนั้นอยู่ จนลืมว่าข้อ7หายไป

ONE: 1
You are going to check above if that's true and now you are silently laughing to yourself.
คุณกำลังเช็คดูว่าจริงรึป่าว...และตอนนี้กำลังหัวเราะตัวเองอย่างเงียบๆอยู่

เรื่องที่ 27 : ความว่างที่สร้างความสุข

เรื่อง   ความว่างที่สร้างความสุข


นักปราชญ์ชาวเอเชียวัยกลางคนหนึ่งเล่าว่า มีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่ง แกเป็นคนอัตคัตความสุข
พยายามแสวงหาความสุขจากวิธีการต่างๆ แต่แล้วก็ยังรู้สึกว่า ไม่ใช่ความสุขแท้ที่ตัวเองต้องการ

อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้แนะนำว่า ถ้าอยากมีความสุขก็ควรจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะในบ้านของเรานั้น เราสามารถเป็นเจ้าของทุกอย่างในบ้านโดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยกวนใจ
ซ้ำยังมีอิสระที่จะเสกสรรค์ปั้นแต่งหรือจัดบ้านให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองอย่างไรก็ได้

เขาเชื่อตามที่มีผู้แนะนำ จึงตัดสินใจสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง เมื่อแรกสร้างบ้านนั้น
บ้านของเขาหลังใหญ่ทีเดียว พอมีบ้านแล้ว เขามีความสุขมาก เขาเริ่มจัดบ้านตามต้องการ
และเริ่มหาข้าวของต่างๆ มากมาย มากองไว้ในบ้านทีละอย่างสองอย่าง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ห้องว่างๆ ในบ้านของเขาก็หายไป ทุกพื้นที่ในบ้านเต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ
มองไปทางไหนก็รกหูรกตา

ทีนี้ชายหนุ่ม เริ่มรู้สึกว่าบ้านของตนเองช่างเป็นสถานที่ที่ไม่น่า อยู่ อากาศก็อุดอู้
เขาเริ่มบ่นกับตัวเองว่าคิดผิดถนัดที่สร้างบ้านขึ้นมา เพราะนึกว่าบ้านจะให้ความสุขได้นานๆ
บางวันเขาก็ครุ่นคำนึงว่า น่าจะสร้างบ้านให้หลังใหญ่กว่านี้ จะได้บรรจุอะไรต่อมิอะไรได้เยอะๆ
ตามต้องการ

ขณะที่เขาเริ่มไม่มีความสุขเพราะบ้านกลายเป็นโกดังเก็บของนั้นเอง
ก็มีนักปราชญ์คนหนึ่งผ่านมาแถวนั้น เขาบ่นดังๆ จนปราชญ์คนนั้นได้ยิน
นักปราชญ์หนุ่มจึงแนะนำว่า ถ้าเขาอยากให้บ้านเป็นสถานที่แห่งความสุข
ก็ไม่เห็นจะยากอะไร เพียงแต่ขนข้าวของทั้งหมดออกมาวางข้างนอกบ้านเสียก็หมดเรื่อง

ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้น รีบทำตามทันที เขาเริ่มขนข้าวของซึ่งโดยมากล้วนเป็นสิ่งซึ่งไม่จำเป็น
หากแต่เขาเก็บเอาไว้เพราะความละโมภมากกว่าออกมาทิ้งนอกบ้าน ขนอยู่สองวัน จนบ้านว่าง โล่ง
และดูกว้างขึ้นมาผิดหูผิดตา คราวนี้เขามีความสุขมาก รำพึงกับตัวเองว่า
แหม บ้านของฉันช่างกว้างขวาง และน่าอยู่เสียนี่กระไร นักปราชญ์ได้ยินแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม
ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า บ้านของเจ้าน่ะ มันกว้างขวาง ว่าง โล่ง และน่าอยู่มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
เจ้าของหากล่ะที่ทำให้มันไม่น่าอยู่ ด้วยการบรรจุอะไรๆ ที่เกินจำเป็นใส่เข้าไป
จนบ้านกลายสภาพเป็นกองขยะดีๆ นี่เอง

ใช่หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่ที่กำลังกวาดตามองหาความสุขและพยายามที่จะเติมสิ่งนั้นสิ่งนี้เข้าไปในชีวิต แต่แล้วก็ยังคงรู้สึก “ พร่อง ” หรือหมักหมมไปด้วยความทุกข์อยู่เหมือนเดิม
ไม่แตกต่างอะไรกับชายเจ้าของบ้านในนิทานปรัชญาเรื่องนี้

การจัดการชีวิตให้มีความสุขนั้น ทางที่ถูก อาจไม่ใช่การใส่อะไรลงไปในชีวิต แต่แท้ที่จริงแล้ว
คือการถ่ายเท ปล่อยวาง หรือระบายบางสิ่งบางอย่างออกจากชีวิตมากกว่า

ในพุทธศาสนานั้น เราถือกันว่า ความสุขอาจเกิดจากความมี (สามิสสุข) ก็ได้ แต่ที่เหนือกว่านั้น
ความสุขอาจเกิดจากความเป็นอิสระจากความมีก็ได้ด้วย (นิรามิสสุข)

บ้านแห่งชีวิตของเรา เมื่อแรกสร้างก็ดูโปร่ง โล่ง เป็นระเบียบเรียบร้อย สบายหูสบายตา
แต่เมื่ออยู่กันไป อะไรๆ ก็ชักจะเพิ่มขึ้น และบางทีเพิ่มมากมายจนกลายเป็นปัญหาอันบั่นทอนต่อความสุขในชีวิตคู่

จะดีกว่าไหม หากมีเวลาว่าง คนรักกัน น่าจะลองหาวิธีทำพื้นที่หัวใจให้ว่างด้วยการถอดถอนบางอย่าง
ทิ้งออกไป

ขอเพียงเรียนรู้ที่จะลดบางอย่างลงไป ความสุขในหัวใจก็คงจะเพิ่มขึ้น

ความสุข บางครั้งอาจไม่ได้ผูกพันอยู่กับความมี   แต่บางที... อาจมาจากความว่าง

เรื่องที่ 26 : สาส์นจาก ท่าน Dalai Lama


สาส์นจาก ท่าน   Dalai Lama     ที่ได้กล่าวไว้สำหรับปี   2009นี้

คุณใช้เวลาในการอ่านและคิดตาม เพียง 2-3 นาทีเท่านั้น

โปรดอย่าเก็บคำสอนนี้ไว้คนเดียว มิเช่นนั้นมนตราที่ส่งมานี้จะจากคุณไปภายใน 96 ชั่วโมง

แล้ว … คุณจะได้พบกับสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ที่คุณจะยินดีมาก



ข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต

1. ระลึกเสมอว่า การจะได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็ต้องประสบกับความเสี่ยงอันมหาศาลดุจกัน

2. เมื่อคุณแพ้ อย่าลืมเก็บไว้เป็นบทเรียน

3. จงปฏิบัติตาม 3 Rs

       3.1 เคารพตนเอง ( Respect for self )

       3.2 เคารพผู้อื่น     ( Respect for others )

       3.3 รับผิดชอบต่อการกระทำของตน ( Responsibility for all your actions )

4. จงจำไว้ว่า การที่ไม่ทำตามใจปรารถนาของตนบางครั้งก็ให้โชคอย่างน่ามหัศจรรย์

5. จงเรียนรู้กฎ เพื่อจะทราบวิธีการฝ่าฝืนอย่างเหมาะสม

6. จงอย่าปล่อยให้การทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย มาทำลายมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ของคุณ

7. เมื่อคุณรู้ว่าทำผิด จงอย่ารอช้าที่จะแก้ไข

8.   จงใช้เวลาในการอยู่ลำพังผู้เดียวในแต่ละวัน

9. จงอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลง     แต่อย่าปล่อยให้คุณค่าของคุณหลุดลอยจากไป

10. จงระลึกไว้ว่า บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

11.   จงดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อที่ว่าเมื่อคุณสูงวัยขึ้นและคิดหวนกลับมาคุณจะสามารถมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไปได้อีกครั้ง

12.   บรรยากาศอันอบอุ่นในครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต

13.   เมื่อเกิดขัดใจกับคนที่คุณรัก ให้หยุดไว้แค่เรื่องปัจจุบัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องในอดีต

14. จงแบ่งปันความรู้ เพื่อเป็นหนทางก้าวสู่ความเป็นอมตะ

15. จงสุภาพกับโลกใบนี้

16. จงหาโอกาสท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณไม่เคยไป อย่างน้อยก็ปีละครั้ง

17.   จำไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือความรักมิใช่ความใคร่

18.   จงตัดสินความสำเร็จของตนด้วยสิ่งที่ต้องเสียสละ

19. จงเข้าใกล้ความรักด้วยการปล่อยวาง

เรื่องที่ 25 : วิธีสังเกตมะเร็ง

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิด ต่างๆ




 อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด นื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้





2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่อง ท้อง



3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออนหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศ สัมพันธ์ > มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง




4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหาร ปวด ตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง



5. มะเร็ง ปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่าง ฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


6. มะเร็ง ตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ ชัด



7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ


8. มะเร็ง สมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มี อาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย



9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน



10. มะเร็งในลำคอ   อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้


11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ



12. มะเร็งทรวงอก อาการ มีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียก ว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่



13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
**** ซึ่ง มีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษ ทิช ชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำ นั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้



14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการ มีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma ) คือ เนื้อ งอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ
ถึงท่าน ผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล

เรื่องที่ 24 : อานิสงค์การทำบุญแบบต่างๆ‏

อ่านให้ไวแล้วรีบนำไปปฏิบัติ จะได้รับบุญกันทั่วถึง...

มาสร้างบุญบารมีกันเถอะ
1. นั่งสมาธิ   อย่างน้อยวันละ 15 นาที(หรือเดินจงกรมก็ได้)
    อานิสงส์ --- เพื่อสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า
               เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส ปล่อยวางได้ง่าย
               จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ
               ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองไม่มีวันอับจน
               ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
              เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล

2. สวดมนต์ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
     อานิสงส์ --- เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
                ชีวิตหน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า
                เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว
                 แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา , พระคาถาชินบัญชร ,
                 พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น
                เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง

3. ถวายยารักษาโรคให้วัด , ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
    อานิสงส์ --- ก่อให้เกิดสุขภาพร่มเย็นทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา
                         สุขภาพกายจิตแข็งแรง อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า
                          ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา

4. ทำบุญตักบาตรทุกเช้า
    อานิสงส์--- ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร
                       ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

5. ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
     อานิสงส์ --- เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศ
                     สรรเสริญ ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้
                     ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน

6. สร้างพระถวายวัด
    อานิสงส์ --- ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
                       สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข
                        ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนาตลอดไป

7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไป
    อานิสงส์ --- ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่
                        ผ่อนปรนหนี้กรรมอุทิศผลบุญให้ญาติมิตรและเจ้ากรรมนายเวร
                        สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพุทธศาสนา
                       จิตเป็นกุศล

8. บริจาคเลือดหรือร่างกาย
     อานิสงส์ --- ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ
                       ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา
                      ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง

9. ปล่อยปลาที่ซื้อมาจากตลาดรวมทั้งปล่อยสัตว์ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
  อานิสงส์ --- ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต
                     ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป ให้ทำมาค้าขึ้น
                     หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใส
                     เป็นอิสระ

10. ให้ทุนการศึกษา , บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ , อาสาสอนหนังสือ
  อานิสงส์ --- ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไปจะฉลาดเฉลียวมีปัญญา
                      ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ สติปัญญาสมบูรณ์พร้อม

11. ให้เงินขอทาน , ให้เงินคนที่เดือดร้อน(ไม่ใช่การให้ยืม)
  อานิสงส์ --- ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก
                      เกิดมาชาติหน้าจะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนในชาตินี้จะทุเลาลง
                     จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน

12. รักษาศีล 5 หรือศีล 8
  อานิสงส์ --- ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
                     ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์ ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
                       กรรมเวรจะไม่ถ่าโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้าปกปักรักษ
 
 
อานิสงส์ 10 ข้อของการไม่กินเนื้อสัตว์

1. เป็นที่รักของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
2. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น
3. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้
4. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
5. มีอายุมั่นขวัญยืน
6. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทพทั้งปวง
7. ยามหลับนิมิตเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นสิริมงคล
8. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน
9. สามารถดำรงอยู่ในกระแสพระนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสูอบายภูมิ
10. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตจะมุ่งสู่สุคติภพ
อานิสงส์การจัดสร้างพระพุทธรูปหรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนเป็นกุศลดังนี้
1. อกุศลกรรมในอดีตชาติแต่ปางก่อน จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ
2. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง สรรพภยันตรายสลาย ปวงภัยไม่มีคนคิดร้ายไม่สำเร็จ
3. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติแต่ปางก่อน เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้วก็จะเลิกจองเวรจองกรรม
4. เหล่ายักษ์ผีรากษส งูพิษเสือร้าย ไม่อาจเป็นภัยอยู่ในที่ใดก็แคล้วคลาดจากภัย
5. จิตใจสงบ ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล รุ่งเรืองก้าวหน้าผู้คนนับถือ
6. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏ ( เกินความคาดฝัน) ครอบครัวสุขสันต์  วาสนายั่งยืน
7. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา หนี้สินจะหมดไป
8. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หายเข็ญ  สตรีจะได้เกิดเป็นชายเพื่อบวช
9. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่บุญเกื้อหนุน มีปัญญาล้ำเลิศ บุญกุศลเรืองรอง
10. สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิตแก่ทุกคนที่ได้พบเห็นเป็นเนื้อนาบุญอย่างเอนกทุกชาติของผู้สร้างที่เกิดจะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้าปัญญาในธรรมแก่กล้าสามารถได้อภิญญาหก สำเร็จโพธิญาณ

อานิสงส์การบวชพระบวชชีพรามณ์    ( บวชชั่วคราวเพื่อสร้างบุญ , อุทิศให้พ่อแม่เจ้ากรรมนายเวร )
1. หน้าที่การงานจะเจริญรุ่งเรือง ได้ลาภ ยศ สรรเสริญตามปรารถนา
2. เจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรม หนี้กรรมในอดีตจะคลี่คลาย
3. สุขภาพแข็งแรง สติปัญญาแจ่มใส ปัญหาชีวิตคลี่คลาย
4. เป็นปัจจัยสู่พระนิพพานในภพต่อๆไป
5. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง โพยภัยอันตรายผ่อนหนักเป็นเบา
6. จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ง่าย มองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิต
7. เป็นที่รักที่เมตตามหานิยมของมวลมนุษย์มวลสัตว์และเหล่าเทวดา
8. ทำมาค้าขึ้น ไม่อับจน การเงินไม่ขาดสายไม่ขาดมือ
9. โรคภัยของตนเอง ของพ่อแม่ และของคนใกล้ชิดจะเบาบางและรักษาหาย
10. ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้เต็มที่สำหรับผู้ที่บวชไม่ได้เพราะติดภาระกิจต่างๆ  ก็สามารถได้รับอานิสงส์เหล่านี้ได้ด้วยการสร้างคนให้ได้บวชสนับสนุนส่งเสริมอาสาการ ให้คนได้บวช

        ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างบุญที่ยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงอานิสงส์ที่ท่านพึงจะได้รับจงเร่งทำบุญเสียแต่วันนี้ เพราะเมื่อท่านล่วงลับท่านไม่สามารถสร้างบุญได้อีกจนกว่าจะได้เกิด หากท่านไม่มีบุญมาหนุนนำแรงกรรมอาจดึงให้ท่านไปสู่ภพเดรัจฉาน ภพเปรต ภพสัตว์นรกที่ไม่อาจสร้างบุญสร้างกุศลได้ต่อให้ญาติโยมทำบุญอุทิศให้ก็อาจไม่ได้รับบุญดังนั้นท่านจงพึ่งตนเองด้วยการสร้างสมบุญบารมีซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ท่านจะนำติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติเสียแต่วันนี้ด้วยเทอญ

*** ส่งต่อก็ได้บุญ การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง

เรื่องที่ 23 : ทำไม ??กรุงเทพถึงไม่ถูกน้ำท่ว

ทำไม ??กรุงเทพถึงไม่ถูกน้ำท่วม !! อ่านให้ได้นะ‏
พอดีเมื่อวานไปถวายเทียนพรรษา
ที่วัดหลวงพ่อโอภาษีครับ

คิดว่าเพื่อนๆที่อยู่แถวพระราม2 คงรู้จักกันทุกคน
เข้าเรื่องเลยนะครับ
ผมก็ไปกับที่บ้านรวม 5 คน เข้าไปถึงกุฎิที่พ่อผมบอกว่า
เป็นพี่ชายของเจ้าอาวาส
เป็นหลวงพ่อ อายุราวๆ 70 ตาซ้ายเสียอ่ะครับ

เห็นบอกว่าองค์นี้เก่งมากก็เข้าไปถวายเทียนพรรษา
พร้อมๆกับอีกหลายๆคน ที่มาหาหลวงพ่อเช่นกัน
พอถวายเทียนเสร็จหลวงพ่อท่านก็เล่าว่าท่านนิมิต(ฝัน) ว่า

ท่านได้ไปนรกครับไปเจอเท้าเทพสุวรรณ(ยมฑูต)
ท่านก็เล่าว่า ท่านถามสุวรรณว่าท่านตายแล้วเหรอ?

สุวรรณบอกว่าท่านยังไม่ตายแต่จะพาไปเที่ยว
แล้วเค้าก็พาหลวงพ่อเดินไป เดินไปเรื่อยๆ
จนถึงระยะหนึ่ง หลวงพ่อหยุดเดิน สุวรรณที่เดินนำ
ก็เดินกลับมาครับ แล้วถามว่า หยุดทำไม?

ท่านก็ตอบว่า เดินตั้งนานแล้วในนรกไม่เห็นมีอะไรเลย
ระหว่างนั้นท่านก็บรรยายบรรยกาศของนรกว่า
นรกมีไฟเพลิงสีส้มแดง แต่ไม่มีควัน แล้วก็ไม่ร้อน
ที่ท่านไม่ร้อนเพราะท่านมีบุญดีอยู่
แล้วสุวรรณก็ถามต่อครับว่า อยากเห็นอะไรละ?
ท่านตอบว่า อยากเห็นต้นงิ้ว และกะทะทองแดง
สุวรรณบอกว่าไม่มีหรอก มนุษย์อุปโหลกขึ้นมาเองทั้งนั้น
ในนี้มีแต่ไฟโลกัณฑ์ เดินไปอีกหน่อยแล้วจะรู้เอง
ท่านก็ได้เดินต่อไป สิ่งที่ท่านเห็นก็คือ เหวที่มีไฟแดงฉาน
อยู่ข้างล่าง
สุวรรณบอกว่า ใครทำกรรมชั่วมากก็จะอยู่ข้างล่างสุด
ทำกรรมชั่วน้อยก็จะอยู่ข้างบน ซึ่งข้างล่างจะร้อนกว่าข้างบน
คราวนี้เดินต่อไปเรื่อยๆ ท่านก็เห็นทางสามแพร่ง
มีน้ำกันอยู่ จึงได้ถามสุวรรณว่านี้คืออะไร
สุวรรณตอบว่านี่คือทางไปนรก สวรรค์ โลกมนุษย์
ซึ่งมีคนยืนในช่องทางไปโลกเยอะมากๆ
มีบางคนแอบซุกเพื่อหลบน้ำที่จะต้องผ่าน
ท่านจึงถามว่าน้ำนี่คืออะไร
สุวรรณตอบว่าน้ำนี่ใช้ชะล้างจิตใจ ให้ลืมอดีต
แล้วไปเกิดใหม่ คนที่หลบหลีกน้ำนี้ไปได้จะต้องเป็นทุกข์
(ที่เข้าใจคือระลึกชาติได้)

แล้วท่านก็เล่าว่า พวก สส.ที่มันได้ดีเพราะมันกินบุญเก่า
เหมือนปลูกต้นแอปเปิ้ลไว้ ตัวเองปลูกตัวเองก็ได้กิน
เมื่อต้นแอปเปิ้ลหมดก็อดกิน ก็เหมือนกับพวก สส.
ที่กินบุญเก่าอยู่ เราไม่สามารถไปทำอะไรเค้าได้ ต้องรอ
ให้เค้าหมดบุญไปเอง

หลวงพ่อท่านก็ถามสุวรรณต่อว่าวิญญาณมนุษย์
ไปเกิดก็เยอะ แล้ววิญญาณที่ยังอยู่ที่โลกก็เยอะ
ทำไมไม่จับมาให้หมด สุวรรณก็ตอบว่า
จับมาไม่ได้เพราะเค้ายังไม่หมดอายุขัย ร่างกายคนเรา
มี สังขาร (ร่างกาย) และจิตวิญญาณ เมื่อละสังขารแล้ว
แต่ยังไม่ละจิตวิญญาณ คือยังไม่ถึงที่ตาย เช่นพวก
ฆ่าตัวตาย หรือถูกรถชนตาย วิญญานก็จะต้องวนเวียนอยู่
ในโลกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่ละวิญญาณแล้ว
ถึงจะไปรับมาได้ ท่านจึงถามต่อว่า

พ่อหลวงจะมีอายุยืนยาวไหม?
สุวรรณตอบว่า ท่านสิ้นอายุขัยแล้วแต่มีคนต่ออายุขัยให้ท่าน
ซึ่งก็คือพี่สาวของท่านเอง

แล้วประเทศไทยละจะเป็นอย่างไรต่อไป?
สุวรรณตอบว่า บอกไม่ได้
แล้วหลวงพ่อก็เดินต่อไปอีก
คราวนี้ไปเจอแอ่งน้ำลักษณะเหมือนเขื่อน
ซึ่งมองไปที่กำแพงกั้นน้ำ สิ่งที่ท่านเห็นคือ
ม้าตัวผอมเซียว ซึ่งมี พระเจ้าตาก และ พระปิยะมหาราช ยื่นขวาง
ลำน้ำอยู่
ท่านบอกว่า ที่เห็นอยู่คือกษัตริย์เก่าๆ
ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วม
จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว
แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ม้าจะหมดแรง
จากความหนาวของน้ำ
และการอดอาหารมานาน

หลวงพ่อท่านพูดจบ
น้ำตาท่านก็ไหลออกมา

เรื่องที่ 22 : จุดจบประเทศไทย


หาเวลาว่าง เปิดใจอ่านทุกบรรทัด แล้วกลับไปคิดว่าจะชีวิตอยู่อย่างไรในสังคมปัจจุบัน
ปี   2553     จุดจบประเทศไทย ...... ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย
เรื่องนี้คนไทยทุกคนควรที่จะได้รู้ ..... ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา ..... ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน

สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโค
ซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปั­­ญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง
เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14 ประเทศ
ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น
แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง ! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์
และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะ และอีกหลายประเทศ ที่จะเกิดตามมา

ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ
คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ แน่นอน !
ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิ­ญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553
ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์   การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์
สินค้าเกษตรต่าง ๆ จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล

ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน
และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออกเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ
ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง
เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย
จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน
คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน
เป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้
เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากิน
เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า
เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๋ยของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs
และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนให­่ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้
วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย   รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญ­หาได้
เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว
ไฟฟ้าก็แพงขึ้น   น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เขาสามารถตั้งราคา   ได้ตามใจชอบถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า เขาจะไม่มีกำไร
ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น   ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์
คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้

ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้
การขายที่ดินราคาถูก ๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา   คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ
ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว
เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้
เพราะธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus,
Carrefour, ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal, สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ

ดังนั้น   เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก   เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด ...
เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ ... รัฐจะอยู่ได้ฤา ?

4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย
เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553
คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย
การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้น
จนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร   ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย
ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปั­­าไปต่อสู้อยู่แล้ว   การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน

จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี   ตราด   ระยอง   ฉะเชิงเทรา   จะขอแยกตัวตามมา
เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ
เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ   การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก
นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska จาก  Russia
ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่

เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ?

ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปี   และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น
ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิ
ไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์
บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง สังคมไปพร้อมกัน
รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามอง อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ
ก่อนล่มจริง ... เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ
ผมว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย
แทนที่ไปเดิน big-c, lotus, careflour, เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า
เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างให­่อีกเพราะอะไร
เพราะเราไป คาร์ฟู เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย 14 บาท
เพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซนต์ บิกซี โลตัสเหมือนกัน

นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ 3 ห้างดัง
ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น  
เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์   แล้วบางห้าง 86 ปอร์เซ็นต์
สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่
เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ
ถ้าซื้อจากห้าง 1,000 บาท   มันไหลไปต่างประเทศ 900 บาท ที่เหลือ 100 บาท

ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว
ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง? ทั่วประเทศ
คนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไร
ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้   ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง
เลิกกิน kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด

ผมอธิบาย วิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟัง
หัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ
ได้ผล ... ลูกเปลี่ยนวิธีกิน ... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก
พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง
ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ
แล้วผมไป kfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย
ผมก็อธิบายคำว่า  license ( ค่าลิขสิทธิ์ ) ให้ลูกฟัง
ผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธิ์
ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ ใบตองที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ
มันเป็นวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน  
ขนมต่างชาติ ห่อสวย   แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ์
เวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปี
ผมสอนแบบนี้   ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย   ผมทำได้และได้ทำแล้ว

ปล . ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับ
ยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน

เรื่องที่ 21 : เหตุใดคนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวเย็น

เหตุใดคนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวเย็น



เหตุใด
คนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด
เรื่องจริงที่คนไทยไม่รุ้...............

ชาเขียว
เป็นชาที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมานานกว่า
100 ปี
ในขณะที่คนไทยเพิ่งรู้จัก
กันไม่เกิน 10 ปีมานี้เอง
คนญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อนร้อนกัน

เพราะได้พิสูจน์
แล้วว่าชาเขียวร้อนมีคุณสมบัติลดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษในร่างกายคนเราให้ขับออก

มาทางอุจจาระ
และขับไขมันส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ

ชาเขียวชึ่งทำให้ร่างกายสามารถขับพิษและลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย
อันเป็น
คุณสมบัติเฉพาะของชาเขียวร้อน
ที่คนญี่ปุ่น นิยมดื่มกันตั้งแต่เด็กจนแก่

แต่....
คนไทย นิยมดื่มชาเขียวแช่เย็น
ซึ่งคนไทยส่วนมากไม่เคยรู้จักคุณสมบัติที่แท้จริง

ของชาเขียวเลย
ทำให้คนญี่ปุ่นรุ้สึกขบขันในใจแถมหัวเราะเยาะในใจว่าในอนาคตอัน

ใกล้นี้
คนไทยจะมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนญี่ปุ่น
เพราะอะไรงั้นหรือ...เพราะว่า
ชาเขียวที่มีคุณอนันต์นั้น
ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน
เพราะชาเขียว จะมีประโยชน์
ต่อร่างกายในขณะที่ร้อนอยู่เท่านั้น
ในทางกลับกันหากดื่มชาเขียวตอนที่เย็น

แล้วกลับทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย
กล่าวคือ
การดื่มชาเขียวแช่เย็น
นอกจากไม่ช่วย
ในการลดอนุมูลอิสระสารพิษออกจากร่างกายได้แล้วยังก่อให้เกิดการเกาะตัวแน่นของ

สารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็ง
นอกจากนี้
ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันใน

ร ่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนังหลอดเลือด
และอุดตันตามผนังลำไส้
ทำให้เกิดโรคร้าย
ตามมา อาทิเช่น
หลอดเลือดหัวใจอุดตัน
มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ ฯลฯ
เหล่านี้
เป็นต้น
เรายังมีการทดสอบให้เห็นอย่างง่าย
ๆและชัดเจนเกี่ยวกับอันตรายที่กล่าว

มาเบื้องต้นนี้ให้ท่านเห็นได้ด้วยตนเอง
โดยการนำชาเขียวแช่เย็น
ยิ่งเย็นยิ่ง
เห็นชัด
นำมาเทลงในชามก๊วยเตี๊ยว
จะพบว่าหลังจากเทชาเขียวแช่เย็นลงไปได้ครู่

เดียว
จะมีคราบไขมันลอยเห็นเป็นคราบบนน้ำซุป
หรือเกาะเป็นคราบที่ชามก๊วยเตี๊ยว

ทันที แล้วร่างกายท่านล่ะ
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดื่มชาเขียวแช่เย็นเข้า

ไป...........สยองไหมละ

ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด
แต่จะดื่มชาเขียวร้อน
อย่างชาญฉลาด
ในขณะที่คนไทยที่คิดว่าตนเองฉลาดกลับดื่มชาเขียวแช่เย็นกันอย่าง

เอร็ดอร่อย แบบฉล๊าด ฉลาด......

เรื่องที่ 20 : ชีวิตคิดบวก

เวลาเจองานหนัก            




ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ



เวลาเจอปัญหาซับซ้อน      



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ



เวลาเจอความทุกข์หนัก    



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต



เวลาเจอนายจอมละเมียด  



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)



เวลาเจอคำตำหนิ              



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ



เวลาเจอคำนินทา              



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย



เวลาเจอความผิดหวัง      



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต



เวลาเจอความป่วยไข้      



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี



เวลาเจอความพลัดพราก  



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง



เวลาเจอลูกหัวดื้อ              



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง



เวลาเจอแฟนทิ้ง              



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ



เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว    



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง



เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ      



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง



เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน              



ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม



เวลาเจอคนเลว                        



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์



เวลาเจออุบัติเหตุ                      



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด



เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง      



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า 'มารไม่มีบารมีไม่เกิด'



เวลาเจอวิกฤต                          



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม 'ในวิกฤตย่อมมีโอกาส'



เวลาเจอความจน                    



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต



เวลาเจอความตาย                  



ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์



เรื่องที่ 19 : พร 4 ข้อ ดีมาก / จากท่าน ว.วชิรเมธี‏

ใครที่ไม่ได้ไปนั่งฟังการบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี   ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้  
1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
" กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก "
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส " จิตประภัสสร " ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
" แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข "

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
" แข่งกันดี ไม่ดีสักคน    ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน "
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า " เจ้ากรรมนายเวร "   ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์   ฉะนั้น เราต้อง ถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น " ไฟสุมขอน " ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี " แผ่เมตตา " หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา  แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ " ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น "
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ " อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน "
" อยู่กับปัจจุบันให้เป็น "   ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี " สติ " กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
" ตัณหา " ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วย น้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วย เชื้อ  ธรรมชาติของตัณหา คือ " ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม "
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม   เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้  ใส่เพื่อความโก้หรู  
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่ คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า " เกิดมาทำไม " " คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน" ตามหา " แก่น " ของชีวิตให้เจอ
คำว่า "พอดี" คือถ้า "พอ" แล้วจะ"ดี"   รู้จัก  "พอ" จะมีชีวิตอย่างมีความสุข



ท่านที่ได้รับโปรดส่งต่อไปให้แก่คนที่ท่านรักแลปรารถนาดี เป็นบุญเป็นกุศลยิ่งนัก
สัพพะทานัง ธัมมะธานัง ชินาติ
' การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง '
จงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว จงประสพแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ
และ ปฏิภาณธนสารสมบัติทุกประการ

เรื่องที่ 18 : อ่านจบแล้วช่วยเลือก

ช่วยอ่านให้จบนะครับแล้วเลือกว่าจะทำอย่างไหน




ในวันสุดท้ายก่อนวันคริสต์มาส ฉันรีบไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต




เพื่อซื้อของขวัญที่ฉันไม่ได้ซื้อไว้แต่เนิ่นๆ




เมื่อฉันเห็นผู้คนทั้งหมดที่นั่น ฉันก็เริ่มบ่นกับตัวเอง




ฉันคงต้องเสียเวลาเป็นชาติที่นี่แน่ๆ ฉันควรไปที่อื่นดีกว่า




คริสต์มาสนี่ทำให้รู้สึกแออัดและน่ารำคาญขึ้นทุกๆปีจริงๆ




สิ่งที่ฉันอยากจะทำคือเอนตัวลงนอนแล้วก็หลับไปและตื่นขึ้นมาเมื่อเวลานี้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ




แต่ถึงยังไงฉันก็ยังไปที่แผนกของเล่น




และฉันก็เริ่มหัวเสียเกี่ยวกับราคาของมันและแปลกใจว่า




เด็กๆเนี่ยเล่นของเล่นที่แพงขนาดนี้เชียวหรือ





ขณะที่กำลังเดินดูของอยู่ในแผนกของเล่นนั้น




ฉันสังเกตเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง อายุประมาณ 5 ขวบ กำลังอุ้มตุ๊กตาไว้แนบกับอก เขาค่อยๆลูบผมของตุ๊กตานั้นและมองดูอย่างเศร้าสร้อย




ฉันสงสัยว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะเอาตุ๊กตาไปให้ใครกัน




เด็กผู้ชายคนนั้นหันไปหาหญิงชราที่อยู่ข้างๆ




'คุณย่าแน่ใจหรือฮะว่าเงินของผมมีไม่พอ'




หญิงชราตอบว่า 'หลานก็รู้นี่ว่าหลานมีเงินไม่พอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้หรอก'




หลังจากนั้นหญิงชราก็บอกให้เขารออยู่ตรงนั้นประมาณ 5 นาทีระหว่างที่เธอจะไปเดินดูรอบๆ




แล้วเธอก็จากไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายยังคงอุ้มตุ๊กตาอยู่ในมือ




ในที่สุดฉันก็เริ่มเดินเข้าไปหาเขา




ฉันถามเค้าว่าเค้าจะเอาตุ๊กตาตัวนั้นไปให้ใคร





มันเป็นตุ๊กตาที่น้องสาวของผมชอบที่สุดฮะ





และเธอก็อยากจะได้มันมากเป็นของขวัญวันคริสต์มาส




เธอมั่นใจมากว่าซานตาคลอสจะให้ตุ๊กตาตัวนี้แก่เธอ'





ฉันบอกเค้าว่า ซานตาคลอสจะให้ตุ๊กตานี้แก่น้องสาวของเขาแน่ๆ




และก็ไม่ต้องกังวลหรอก





(มาถึงตรงนี้ นึกหละสิครับว่า เรื่องนี้ จะเหมือนกับเรื่องปกติทั่วๆไปที่คุณเคยอ่าน เดาผิดแล้วหละครับ ลองอ่านต่อสิครับ...)




แต่เขาตอบฉันด้วยท่าทางเศร้าสลดว่า




'ไม่หรอกฮะ ซานตาคลอสไม่สามารถเอาตุ๊กตานี้ไปให้เธอในที่ๆเธออยู่ตอนนี้ได้





ผมจะเอาตุ๊กตาตัวนี้ไปให้แม่




แม่จะได้เอาตุ๊กตานี้ไปให้เธอเมื่อแม่ไปที่นั่น'




ดวงตาของเขาเศร้ามากขณะที่เขาพูดต่อไป




'น้องสาวของผมไปอยู่บนสวรรค์




พ่อบอกว่าแม่ก็จะไปเหมือนกันในเร็วๆนี้




ผมก็เลยคิดว่าแม่น่าจะเอามันไปให้น้องสาวของผมได้'




หัวใจของฉันเกือบจะหยุดเต้น เด็กชายเงยหน้ามองฉันแล้วพูดว่า





'ผมบอกพ่อให้บอกแม่ว่าอย่าพึ่งไปให้รอผมจนกว่าผมจะกลับจากซุปเปอร์มาร์เก็ตฮะ'




แล้วเขาก็หยิบรูปที่น่ารักมากของเขาซึ่งกำลังหัวเราะให้ฉันดู แล้วก็บอกว่า




'ผมอยากให้แม่เอารูปนี้ไปด้วยฮะเธอจะได้ไม่ลืมผม





ผมรักแม่ฮะและผมก็หวังว่าเธอจะไม่ต้องจากผมไป




แต่พ่อบอกว่าเธอต้องไปอยู่กับน้องสาวของผม'




แล้วเขาก็จ้องมองตุ๊กตาอีกครั้งอย่าอาลัย




ฉันรีบคว้ากระเป๋าตังออกมาอย่างรวดเร็ว




หยิบธนบัตรออกมา 2-3ใบ แล้วพูดว่า 'ทำไมเราไม่ลองตรวจดูอีกที เผื่อว่าเราจะมีเงินพอ'




'ตกลงฮะ' เขาพูด 'ผมหวังว่าผมจะมีเงินพอนะฮะ'




ฉันแอบใส่เงินของฉันลงในกระเป๋าตังของเขาโดยไม่ให้เขาเห็นแล้วเขาก็เริ่มนับมัน




มันไม่ได้มีเงินแค่พอซื้อตุ๊กตาเท่านั้น แต่ยังเหลืออีกด้วย เด็กชายพูด




'ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเงินให้ผมฮะ' เขามองฉัน แล้วพูดเสริมว่า




'ผมอธิษฐานกับพระเจ้าก่อนนอนเมื่อวานฮะ





ว่าขอให้ผมมีเงินพอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้เพื่อแม่จะได้เอาไปให้น้องสาวของผมฮะ แล้วพระองค์ก็ได้ยิน




ความจริงผมอยากได้เงินที่จะซื้อกุหลาบสีขาวให้แม่ด้วยฮะ แต่ผมไม่กล้าขอมากเกินไป




แต่พระองค์ก็ให้เงินผมมากพอที่จะซื้อทั้งตุ๊กตาและกุหลาบ




แม่ของผมชอบกุหลาบขาวฮะ'




2-3 นาทีต่อมา หญิงชราก็กลับมา




ฉันเดินออกมากับรถเข็นของฉัน(รถเข็นที่ใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตอะ)




ฉันซื้อของจนเสร็จด้วยความรู้สึกที่ต่างจากตอนมาโดยสิ้นเชิง





ฉันไม่สามารถเอาภาพของเด็กชายคนนั้นออกจากจิตใจฉันได้





หลังจากนั้นฉันก็จำข่าวที่อยู่ในหนังสือพิมพ์เมื่อ 2 วันก่อนได้





มันบอกว่าคนขับรถบรรทุกที่เมาเหล้าคนหนึ่งขับรถชนรถอีกคันหนึ่งที่มีหญิงสาวคนหนึ่งกับเด็กหญิงตัวเล็กๆในรถ




เด็กหญิงคนนั้นเสียชีวิตทันที แต่แม่ของเธออยู่ในขั้นบาดเจ็บสาหัส





ครอบครัวของพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะดึงปลั๊กเครื่องช่วยหายใจดีหรือไม่




เพราะถึงยังไงเธอก็ไม่สามารถดีขึ้นไปกว่าขั้นโคม่าได้




ครอบครัวนี้จะเป็นของเด็กชายคนนั้นรึเปล่านะ




2 วันหลังจากได้พบกับเด็กชายคนนั้น



ฉันอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่า หญิงสาวคนนั้นได้เสียชีวิตแล้ว



ฉันไม่สามารถหยุดตัวเองไว้ได้ที่จะไปซื้อกุหลาบช่อหนึ่ง แล้วไปที่ Mortuary




ซึ่งร่างของหญิงคนนั้นได้ถูกเปิดให้คนได้ดูและอธิษฐานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนฝัง


เธออยู่ในนั้น



ในโลงศพของเธอในมือมีดอกกุหลาบสีขาวดอกหนึ่งกับรูปถ่ายของเด็กชายคนนั้น



และมีตุ๊กตาวางอยู่บนหน้าอก




ฉันออกไปข้างนอกทั้งน้ำตารู้สึกว่าชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาล




ความรักที่เด็กผู้ชายคนนี้มีให้แม่และน้องสาวของเขานั้นจะยังคงอยู่ยืนยาวสุดแก่การจินตนาการ



แต่เพียงแค่เศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น



คนดื่มเหล้าคนหนึ่งก็ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเค้า

เรื่องที่ 17 : ดูชื่อคนส่ง

     1. ทักษิณ ชินวัตร   อยากเป็นประธานาธิบดี   เช่น มันพยามยามสร้างภาพทำให้หัวใจคนส่วนใหญ่ในประเทศ   โดยเฉพาะคนจนยากไร้   ซึ่งมีอยู่มากที่สุดให้ไปรักและเทอดทูนมัน  
     นายกคนนี้เชื่อเรื่องดวงมากๆใครก็รู้   ถึงกับขนาดสถาปนาและผูกดวงพรรคทรท.ไว้กับวันที่ 14 ก.ค   ตรงกับวันที่ราชวงศ์ฝรั่งเศสถูกริบอำนาจ   ซึ่งเป็นวันที่คณะปฏิวัติยึดอำนาจทำลายคุกบาสตีย์   ใช้วิธีรวมพรรคการเมืองเพื่อก่อตั้งพรรคใหม่   ด้วยเงินซื้อและโกยคนเข้าพรรค   ซื้อใจคนจนด้วยการหว่านเงินให้เพื่อแลกกับผลประโยชน์   เป็นวิธีเดียวกับ อดอร์ฟ   ฮิตเลอร์   แห่งพรรคนาซี  
     มันทำพิธีในวัดพระแก้วเลียนแบบพระเจ้าอยู่หัว   ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ   มันจัดพิธีพร้อมจนหมดแล้ว   แล้วค่อยขออนุญาติทีหลัง   แต่มันยอมโดนคนทั้งประเทศด่า   ซึ่งมันก็ทำจนสำเร็จตามตำรามหาทักษาของไทย   ฤกษ์ที่มันอ้างว่าทำบุญประเทศ   นั่นเป็นฤกษ์ปราบดาภิเษกตั้งราชวงศ์ใหม่   โหรดังๆใครก็รู้ทั้งนั้น   อีกทั้งยังมีเรื่องเชือดไก่ทำพิธีในสถูปที่ดอยสุเทพของไอ้ห้อย.......   ทำเพื่ออะไร ?????  เพื่อใคร ?????  
     ขอเข้าพบในหลวงเป็นการส่วนตัวโดยใส่ชุดลำลอง   และไม่มีการขอพบล่วงหน้า   (หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้เข้าพบในหลวงอีกเลย   ยกเว้นแค่ในวันเฉลิมฯ)   ให้คนแก่นั่งกับพื้นพนมมือไหว้เวลามันเดินผ่าน   โบกธงทรงพระเจริญ   สร้างภาพสารพัด..........   เพื่อลดบทบาทและบารมีของพระเจ้าอยู่หัว   ไม่ให้ความสำคัญกับรัชทายาททั้ง 2 พระองค์  
 
         ประโยคสกปรกจากปากของมัน......  
"ถ้านายกไม่เคารพในหลวง   แล้วผีที่ไหนจะเคารพวะ"  
" จะไม่ยอมรอความเจริญ   ถ้าไม่มีเงินก็กู้หรือเป็นหนี้   ทำไปก่อนค่อยจ่ายทีหลัง"  
"ยอมจนอย่างพอเพียง"   ( ในหลวงสอนให้รู้จักอยู่อย่างพอเพียง)  
"เมื่อเป็นหมอรักษาโรคแก้ปัญหาคนจน   จะเอาในหลวงเป็นอาจารย์ใหญ่!!"   (คนที่เรียนหมอคงรู้ดีว่า   อาจารย์ใหญ่คืออะไร ....)  
"พระเจ้าอยู่หัวกระซิบผมคำเดียว   ทักษิณออกเถอะ"   ( มันเป็นใครให้ในหลวงมากระซิบ)  
 
     *** มันดักฟังโทรศัพท์ในวัง   ทำชั่วตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ 1  และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่   ในหลวงและพระราชินีทรงย้ายออกจากพระตำหนักสวนจิตรลดา   ไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล  
     - เลียนแบบโครงการในพระราชดำริสารพัด   ขนาดพูดจนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นโครงการของมัน  
     - มันพยายามเปลี่ยนธงไตรรงค์   แต่ถูกข้าราชการฝ่ายทหารต่อต้านอีกเช่นกัน  
     - จากนั้นหันหน้าจะไปเปลี่ยนเพลงชาติแทน   แต่ก็ถูกคนต่อต้าน  
     - จัดเปลี่ยนระบบราชการ   ยุบรวม   ตั้งใหม่   เพื่อประโยชน์ในการกินและโกงอย่างสร้างสรรค์   เพื่อครอบครัวตัวเองทั้งสิ้น   โดยเฉพาะ   กระทรวงไอซีที  
     - สลายทบวงมหาวิทยาลัย   เพื่อง่ายต่อการเข้าศึกษาต่อของบรรดาลูกหลานมัน   และควบคุมอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ทรงความรู้ไว้   ภายใต้อำนาจรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา  
     - ตั้งงบกลางไว้เป็นงบประมาณที่สูงที่สุดของประเทศ   และมีการเบิกจ่ายเมื่อไหร่ก็ได้   เท่าไหร่ก็ได้   ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของนายกทักษิณเพียงคนเดียว ฯลฯ  
 
 
     2. วันมูฮะมัดนอร์   มะธา   ไอ้แขกสันดานคด   อยากเป็นสุลต่านรัฐปัตตานี   เป็นแค่ครูบ้านนอกจนๆ   แต่ดันซ่องสุมกำลัง   ได้รับเงินสนับสนุนจากสมุนในมาเลย์   สร้างคฤหาสน์ใหญ่ยิ่งกว่า   วังพระบรมฯเสียอีก   พอคนเริ่มโจษจัณก็เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์  
     ด้วยความซวย   นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของมาเลย์มีญาติเป็นคนไทย   ระแคะระคายเรื่องนี้   จึงให้หน่วยราชการลับของมาเลย์จับคนของไอ้วัน-นอ   มาสืบความ   ได้ถามว่าคิดจะทำอะไร   ใครคือนายมึง   สุดท้ายคำตอบคือ   วัน-นอ   รัฐมนตรีในตอนนั้น   และนายใหญ่คือทักษิณ ชินวัตร   ต้องการเป็นประธานาธิบดี   และจะแบ่ง 3 จังหวัดภาคใต้   ให้ วัน-นอ เป็นสุลต่าน  
     โชคร้ายที่นายกรัฐมนตรีมาเลย์คนปัจจุบัน   มีญาติเป็นคนไทยและเชื่อมั่นในระบอบกษัตริย์ของไทย   จึงส่งข่าวนี้กลับเข้ามาทางสายข่าวทหารของไทย   ทุกอย่างจึงพังลงอย่างรวดเร็ว   พวกเราคนไทยต้องดับฝันของคนมักใหญ่ใฝ่สูงของคน 2 คนนี้ให้ได้   เพื่อระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  

เรื่องที่ 16 : แล้วแม่จะกอดใคร

*** แล้วแม่ จะกอดใคร? ***


คอลัมภ์ "คิดเล็กคิดน้อย" โดย คุณอั๋น ภูวนาท คุนผลิน นิตยสารแพรว ฉบับที่ 664 "แล้วแม่ จะกอดใคร"


คุณอั๋นเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่ง ที่ไปส่งลูกชายที่สนามบินค่ะ


"...สาย ตาของผมไปสะดุดกับครอบครัวเล็กครอบครัวหนึ่งเข้า น่าจะเป็นคนจีนพ่อ-แม่-ลูก.... ภาพที่เห็นนั้น คุณลูกตัวใหญ่ซึ่งอายุน่าจะเฉียดสามสิบได้ กำลังกอดเอวฟุบหน้าอยู่กับตักของแม่ ร้องไห้จนตัวสั่นไปหมด ....แม่เอามือลูบหัวลูกชาย ราวกับเขายังคงเป็นเด็กน้อยตัวเล็กคนเดิมเบา ๆ ด้วยใบหน้าที่เยือกเย็น แต่ฉายแววเศร้าอยู่ในที ในขณะที่คุณพ่อได้แต่ยืนดูอยู่ห่าง ๆ มือกอดอกบ้าง ล้วงกระเป๋าบ้าง


เวลา ผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ แต่คงนานพอที่จะทำให้คนทั้งสามต้องเริ่มต้นบอกลากันจริง ๆ สักที ....ลูกชายคลายกอดจากแม่... ค่อย ๆ ยืนขึ้นช้า ๆ น้ำตานองหน้า เขาสวมกอดผู้หญิงที่สูงเกือบไม่ถึงไหล่คนเดิมตรงหน้าอีกครั้ง ... เป็นกอดที่แม้จะเนิ่นนานและแน่นแค่ไหน ก็เหมือนกับมันดูจะสั้นเกินไปอยู่ดี ลูกชายเช็ดน้ำตาแล้วหันกลับมามองพ่อ เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยและกอดกันหลวม ๆ พร้อมตบไหล่กันเบา ๆ พอเป็นพิธี

ก่อนจะลาจากกันไป เขากอดแม่อีกครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วเดินถอยหลังขึ้นบันไดเลื่อนไป แม่ยังคงยืนมองดูลูกค่อย ๆ เลื่อนไกลออกไปอย่างสงบนิ่ง ยกมือขึ้นโบกลาช้า ๆ ...ในขณะที่พ่อเริ่มเดินก้มๆ เงยๆ หาทางมองให้เห็นลูกที่ตอนนี้อยู่นไกลจนเกือบลับสายตาอย่างลุกลี้ลุกลน


ผมนึกในใจขึ้นมาอย่างสงสัยว่า "ผู้หญิงคนนี้ช่างใจแข็งจริงที่ไม่ร้องไห้เลยสักนิด"

... และแล้วภาพอันน่าแปลกใจที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น ก็เกิดขึ้นตรงหน้า ... ในวินาทีที่ลูกชายได้ลับสายตาทั้งคู่ไปแล้ว ผู้ชายที่เมื่อครู่ยืนอยู่ห่าง ๆ กอดอกนิ่ง ๆ มองไปทางอื่น เหมือนไม่ค่อยจะสนใจภาพที่อยู่ตรงหน้าของลูกชายกับหญิงผู้เป็นแม่เท่าไรนัก โผเข้ากอดภรรยาแล้วร้องไห้ออกมาอย่างมากมาย... จนผู้หญิงคนเดิมที่ตอนนี้เปลี่ยนจากหน้าที่ของแม่มาเป็นภรรยาแล้วนั้น ต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยซับน้ำตาให้ แล้วกอดเขาพร้อมตบไหล่เบา ๆ ราวกับกำลังปลอบเด็กน้อยคนหนึ่งที่อยู่ในร่างของชายสูงอายุ...


ผมคิดถามตัวเองเล่น ๆ ไปว่า ถ้าวันนี้เธอคนนั้นร้องไห้ขึ้นมาบ้างล่ะ จะเหลือใครแข็งแรงพอให้เธอกอดบ้าง?...

ผมเคยเหนื่อยล้า ท้อแท้ อ่อนแรงมาหลายครั้ง... สิ่งที่ผมทำทุกครั้งคือเดินเข้าไปกอดแม่แน่น ๆ แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลช้า ๆ หรือในบางครั้งก็แค่กอดแน่น ๆ แล้วกัดฟันทำฟอร์มดี ยิ้มแหย ๆ ไปว่าไม่มีอะไรหรอก แค่อยากกอด แล้วค่อยแอบไปร้องไห้คนเดียวในห้องทีหลัง เป็นแบบนั้นมาร่วมสามสิบปีแล้ว


แต่วันนี้กับภาพที่เห็นเมื่อครู่เป็นวันแรกที่ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ....แล้วผู้หญิงที่ผมรักที่สุดในโลกล่ะ คนที่มีรอยยิ้มให้กับทุกคนในครอบครัวอย่างไม่มีวันหมด รอยยิ้มที่หลายครั้งต้องซ่อนความเหน็ดเหนื่อยของตัวเองไว้ เพื่อซึมซับความเจ็บช้ำให้กับคนที่เธอรัก.... ผู้หญิงตัวนิ่ม ๆ ที่อ้อมกอดของเธอเยียวยาได้ตั้งแต่ แผลถลอกหกล้มที่หัวเข่า ...จนถึงหัวใจที่แตกสลาย ... ในวันที่เธออ่อนล้า ผมแข็งแรงพอที่จะยืนให้เธอกอดบ้างไหม?



ผมเชื่อว่า เราส่วนใหญ่คงไม่ลืมกันหรอกที่จะบอกให้ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าเรารัก และเราก็มักพูดเตือนกันเสมอ ๆ อยู่แล้วว่า อย่าลืมกอดแม่บ้างนะ วันนี้ผมขอเพิ่มอีกอย่างแล้วกันว่า.... อย่าลืม ให้แม่กอดคุณบ้างนะครับ เพราะเธอก็อาจต้องการมันไม่น้อยไปกว่าคุณหรือใคร.."

เห็นคุณแม่หลายๆท่านแล้วนับถือในความอดทนจริงๆค่ะ

บางคนทั้งทำงาน เลี้ยงลูกเอง ดูแลพ่อแม่ บางทีก็เผื่อแผ่ไปพ่อแม่สามีด้วย ดูแลสามี โดยไม่เคยปริปากบ่น

ผู้หญิงที่ว่ากันว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ กลับแข้มแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ เพื่อคนที่เธอรัก

ขอแสดงความนับถือในหัวใจที่เข้มแข็งของ "คุณแม่" ทุกท่าน

แต่อย่าลืมนะคะ เหนื่อยนักก็หาคนกอดบ้างค่ะ


สำหรับคู่สามีภรรยานะคะ เราสามารถดูแลหัวใจของซึ่งกันและกันให้แข็งแรงได้ง่ายๆค่ะ เพียงแค่กอดกันบ่อยๆ เท่านั้นเอง

นัก วิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่า สหรัฐฯ ทดลองให้สามีกอดภรรยา(ของตนเอง) เพียงวันละ 20 วินาที พบว่าพฤติกรรมดังกล่าวช่วยลดความดันโลหิต ส่งผลต่อสุขภาพทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากช่วยลดความเครียด

นอกจากนั้นยังพบว่า ระดับฮอร์โมนซึ่งช่วยลดความดันโลหิตของผู้ที่กำลังมีความรัก จะสูงกว่าผู้ที่ไม่มีความรักอีกด้วย ^ ^


มือที่คอยตี ก็มือคู่เดียวกับที่ทายา
ปากที่คอยด่า ก็คือปากเดียวกับที่เตือนใจ
แววตาที่เฝ้ามอง แววตาที่ร้องไห้
ไม่เคยจะพบเจอในใคร นอกจากคนนี้

คนที่ชื่นชม เมื่อเราหกล้มแล้วลุกเองใหม่
คนที่ภูมิใจ แค่เราทำสิ่งเล็กน้อยได้ดี
จะโตสักเท่าไร ก็ห่วงได้ทุกที
ขอเพียงได้เห็นเรายังดี สุขใจแล้วหนา
เหงื่อที่เสียไปไม่คิดราคา
เหนื่อยจะทนน่ะ ถ้าลูกจะสบาย

รู้ไหมน้ำนมหยดหนึ่งซึมไหลมา
ต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไร
บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย
กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย
กอดเลยไม่ต้องอาย...ก่อนไม่มีแม่ให้กอด

เรื่องที่ 15 : เพลงผลสอบ

ทำนอง : โอ้ทะเลแสน งาม
Oh ! คะแนน Midterm (ตกมี๊น.... ตกmean )
เราน้ำตา หลั่งไหล ( หลั่งไหล๊ ....หลั่งไหล
มองเห็น F รำไร ( รำไร๊ .... รำไร )
อยู่ในใบคะแนน
เมื่อคะแนนตกmean    คะแนน ตก mean   คะแนนตก mean
เราน้ำตาหลั่งไหล
มองเห็น F รำไร
เหนื่อยใจจริงๆ...เฮ้อ .......-_-


ทำนอง : สามัคคีชุมนุม
พวกเราเรามาตกมีน
มาอยู่ใต้ทีนของเหล่า สหาย
อ่านมาก็ยังไม่วาย  โดนเพื่อนเหยียบตายบรรลัยย์แน่ตู
ฟูเรียร์ ตูไม่รู้เรื่อง  อนุกรมไม่กระเตื้อง   ลำดับไม่รู้
ไม่เคยจะ เห็นหน้าครู  โดดยิกเลยตู   เข้าเรียนก็นอน
4 ตอน 15 คะแนน
โดนเพื่อนเหยียบแบน
มันเจ็บอิ้บอ๋าย 0_0
สุดท้ายก็คงไม่วาย ติด F ตอนปลาย ต้องไทร์ แน่ตู


กลอนวันนี้ขอ เสนอ
สอนมากกูเบื่อ
สอนเหลือกูเกียด
สอนละเอียดกู งง
บอกตงๆ กูขี้เกียจเรียน
เรียนไปก็ไร้ค่า
ตายห่าก็ลืมหมด
สอบได้ เป็นเรื่องตลก
สอบตกเป็นเรื่องธรรมชาติ


ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง
ไม่อ่านหนังสือยัง สอบได้
กูอ่านแล้วไซร้ สอบตก
..ฉะนั้น ไซร้ ..
อย่าอ่าน แม่งเลย

เรื่องที่ 14 : ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี

น่าเสียดาย  ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี
น่าเสียดาย (ธรรมจักร)

          น่าเสียดาย ที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
          แต่เรากลับศรัทธาไสยศาสตร์หัวปักหัวปำ





          น่าเสียดาย ที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนดี
          แต่เรากลับมีคนโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง







          น่าเสียดาย ที่เรามีวัดอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน/ตำบล
          แต่เรากลับมากด้วยคนขาดจริยธรรมอยู่ทั่วไป





          น่าเสียดาย ที่เราสถาปนาประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. 2475
          แต่เรากลับมีปฏิวัติ/รัฐประหารมาแล้ว 14 ครั้ง





          น่าเสียดาย ที่เรามีมหาวิทยาลัยมากมายติดอันดับโลก
          แต่เรากลับโชคร้ายที่คนไทยชอบดูดวงบวงสรวงเทพยดา





          น่าเสียดาย ที่เรามีป่าไม้-แม่น้ำ-ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
          แต่เรากลับเทิดทูนการทำลายแทนการรักษา





          น่าเสียดาย ที่เรามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
          แต่เรากลับเก่ง "การลอกเลียนแบบ" เป็นที่สุด





          น่าเสียดาย ที่เรามีสื่อมวลชนมากมายไร้พรมแดน
          แต่เจ็บปวดเหลือแสนเมื่อสื่อมวลชนมุ่งแต่การขายสินค้า





          น่าเสียดาย ที่เรามีกฎหมาย
          แต่เรากลับปล่อยให้มีการใช้กฎหมู่จนเป็นเรื่องธรรมดา





          น่าเสียดาย ที่เรามีหนังสือมากมายหลายพันเล่มในห้องสมุด
          แต่สถิติสูงสุดคือเราอ่านหนังสือกันปีละ 8 บรรทัด



          น่าเสียดาย ที่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อนประเทศในโลกที่สาม
          แต่เรากลับเสื่อมทรามเพราะใช้ส่งภาพถ่ายคลิปโป๊



       

          น่าเสียดาย ที่เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง
          แต่เรากลับจ้องจะดูแต่ละครน้ำเน่า





          น่าเสียดาย ที่เรามีพ่อแม่อยู่ในบ้าน
          แต่เรากลับปล่อยให้ท่านอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา


       

          น่าเสียดาย ที่เราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้
          แต่เรากลับชอบใจที่จะเป็นคนเลวตลอดกาล





          น่าเสียดาย ที่เราเป็นอิสระจากความอยากได้
          แต่เรากลับพึงใจอยู่กับการสนองความอยาก





          น่าเสียดาย ที่เราบรรลุนิพพานได้ในชาตินี้
          แต่เรากลับยินดีอยู่แค่การทำบุญให้

ทาน

เรื่องที่ 13 : หาเจอมั๊ย



> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII1III
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII
> IIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIIII

> เมื่อหา 1 เจอ.....

> หา 6
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999699999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
> 9999999999999999999999999999999999
>
> เมื่อหา 6 เจอ...

> หา N (หายากนิดๆ!!)

> MMMMMMMMMMMMM
> MMMMMMMMMMMMM
> MMMMMMMMMMMMM
> MMMMMMMNMMMMM
> MMMMMMMMMMMMM
> MMMMMMMMMMMMM
> MMMMMMMMMMMMM
> MMMMMMMMMMMMM
> MMMMMMMMMMMMM
> MMMMMMMMMMMMM

> เมื่อหา N เจอ...

> หา Q...

> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOQOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO
> OOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOO

เรื่องที่ 12 : มัธยม & มหาวิทยาลัย

ความแตกต่างระหว่างมัธยมกับมหาวิทยาลัย เมื่อเราอยู่มหาลัยเราจะคิดแบบนี้มั้ย ***เรา...ได้อะไรหลายอย่างจากการเข้าแถวเคารพธงชาติ *** แม้...มหาวิทยาลัยจะเปิดเพลงชาติเสียงดังเพียงใดก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังยืนเข้าแถวกันเป็นห้อง***เรา...รู้อะไรหลายอย่างจากกิจกรรมรักการอ่าน ***แม้...เราจะจดและบันทึกความรู้ในมหาวิทยาลัยจะมีมากมายเพียงไหนก็ไม่ได้หมาย ความว่าเราต้องส่งอาจารย์***เรา... นั่งกินข้าวด้วยกันที่โรงอาหาร *** แม้...โรงอาหารที่มหาวิทยาลัยจะใหญ่แค่ไหน  ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนเราจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ***เรา...เดินไปเรียนด้วยกัน *** แม้...ตึกและห้องเรียนในมหาวิทยาลัยจะหรูหรายิ่งใหญ่เพียงไหนก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนเราจะนั่งเรียนอยู่ทุกคน *** เรา...พูดคุยเสียงดังโหวกเหวกเมื่ออยู่ในห้องเรียน *** แม้...ในมหาวิทยาลัยเราจะพูดคุยเสียงดังเพียงไหนก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนๆ ทุกคนจะได้ยิน *** เรา...กลับบ้านทุกเย็นหลังโรงเรียนเลิก *** แม้...บ้านเราจะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเพียงไหน  ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนที่อยู่ใกล้บ้านเราที่สุดจะได้กลับบ้านทุกวัน***เรา...นัดไปเที่ยวกันในวันหยุด แม้...ใกล้ๆ ***มหาวิทยาลัยจะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะนัดเพื่อนไปได้ครบทุกคน *** ถึงแม้กล้องดิจิตอลในมือถือเราจะมีความละเอียดสูงสุดถึง 10  ล้านพิกเซล ก็ไม่ได้ความว่าจะเก็บภาพเพื่อนๆ ได้ทุกคนพร้อมๆ กัน

เรื่องที่ 11 สามี & ภรรยา

ชายคนหนึ่งมีภรรยา อยู่ 4 คน

ภรรยาคนที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอดอยากได้อะไร
เขาหาให้ทุกอย่าง

ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่ง
ทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้
และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ

ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบางเป็นครั้งคราว

ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลย ด้วยซ้ำ

ต่อมาชาย คนนี้ไปกระทำความผิดร้ายแรง
และถูกจับ ต้องถูกประหารชีวิต ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน
เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง
ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ 1
เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟัง
และถามภรรยา คน ที่ 1 ว่า



" ถ้าเขาต้องตายภรรยาคนที่ 1  จะทำอย่าง ไร? "

ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า
“ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน”
คำตอบที่ได้รับ
เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่เขาอย่างจัง
เขารู้สึกเจ็บปวด และเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
นึกเสียดาย ว่าเขาไม่ควรทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย


จากนั้นเขาก็ ไปหา ภรรยาคนที่ 2
ด้วยอาการเศร้าโศก เล่า เรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า


" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 2
จะทำอย่างไร? "


ภรรยาคนที่ 2 ก็ ตอบอย่างหน้าตาเฉย ว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่ "
เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขา อย่างจัง
เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่าที่ผ่านมา
เขาไม่ควร ทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน


เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3
เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ ฟัง
และถาม ภรรยา คนที่ 3 ว่า


"ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคน ที่ 3
จะทำอย่างไร? "


ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า
"ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง "
ทำให้เขาคลายความ เศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง
อย่างน้อยก็ ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา


ก่อนกลับไปรับโทษ
เขานึกขึ้นมาได้ว่ามีภรรยาอีกคน ซึ่งไม่เคยไปหาเลย จึงไปหา ภรรยาคนที่ 4 และถามว่า


" ถ้าเขาต้องตาย ภรรยาคนที่ 4
จะทำอย่าง ไร?"



ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า
" ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไป ด้วย "
แทนที่เขาจะดีใจกลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก
เพราะ...มัน สายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่
เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย
แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร
และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไป ด้วย.....


เราทุกคนก็ มีภรรยา 4 คน นี้

มีคำถามว่า ภรรยาทั้ง 4 คนเป็นใคร? คิดกันก่อนนะ แล้วค่อยเฉลย...



ทีนี้เรามาดูกันว่า
ภรรยาคน ที่ 1, 2, 3 และ 4
เป็นใครกันบ้าง



ภรรยาคน ที่ 1

ร่างกายของเรา เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะบำรุงบำเรอด้วยของสิ่งทุกอย่าง
อยากได้อะไรก็หาให้
แต่พอเราตายมันกลับไม่ไปกับเรา
เมื่อเราตาย ร่างกายมันก็มีค่าเท่ากับท่อนไม้
ท่อนหนึ่งเท่านั้น


ภรรยาคน ที่ 2

ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่
เราจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มันมา
แต่พอเราตาย มันกลับไม่ไปกับเรา
แต่ไปเป็นของคนอื่น



ภรรยาคนที่ 3

พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติ พี่น้อง เพราะพอเราตาย
เขาจะทำศพให้เรา ทำบุญไปให้
แปลว่า เขาแค่ไปส่งเราเท่านั้น



ภรรยาคนที่ 4

บุญกับบาป เมื่อเราตายไป
เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้
มีเพียงแค่บุญกับบาปเท่านั้น
ที่จะตามเราไป .....



ความเห็นผู้ส่ง
เห็นไหมว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต
แต่เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งคิดว่าเงินไม่สำคัญ
สำคัญ … แต่
ไม่สำคัญที่สุดเท่านั้นเอง
อย่าลืม…ยังมีเรื่องอื่น
ที่สำคัญกว่าเงินอีกเยอะ

เรื่องที่ 10 : โปรดอ่าน เพื่อสุขภาพ



โปรดอ่าน เพื่อสุขภาพของเพื่อน ๆ <<<



คือว่า...คนข้างบ้าน จขกท. สนิทกันอย่างมาก แบบอยู่กันมาเป็น 10 ๆปี  มีอะไรก็จะช่วยเหลือกันมาโดยตลอด

แต่..พอมาวันนี้ จขกท. ได้ข่าวว่า สามี ของบ้านนั้นได้เข้า โรงพยาบาล  คนในครอบครัวของ จขกท. ก็พากันแห่ไป โรงพยาบาล ตาม ..

ผลการตรวจ หมอใหญ่บอกว่า พบก้อนมะเร็งที่ตับอ่อน และ ซอกจมูก ซึ่งตอนนี้มันเริ่มที่จะขยายใหญ่ขึ้นแล้ว !! หมอก็ไม่ได้บอกว่า  เป็นระยะที่เท่าไร
แต่หมอบอกว่า ถ้าทำ คีโม  อัตราที่จะหายก็ค่อนข้างสูง  เท่านั้นหละ ภรรยาของเขา ถึงกับนอนสลบกับพื้นเลย (เพราะเขากำลังท้องลูกคนที่ 3) แบบว่าตอนนั้นมัน อึ้ง ทุกคนเลย อ่ะ  ทำไรไม่ถูก - -

แล้ว พ่อจขกท. กับตัว จขกท. เอง ก็ลองเข้าไปคุยกับหมอในห้องดูอีกครั้ง  โดยที่แม่ของ จขกท. ก็กำลังปลอบใจ ภรรยา ของเขาอยู่อ่ะนะ

หมอก็ได้บอกอีกว่า ทางแพทย์เรา เจอมะเร็งอย่างที่บอกไปแล้ว ไม่สามารถผ่าออกได้เพราะมันใหญ่แล้วเสี่ยงเกินไปอย่างมาก  จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการทรุดลงไปอีก

แล้วหมอก็บอกสาเหตุของ มะเร็งก้อนนี้ว่า  ""สารมะเร็งที่ทางแพทย์เราได้เจอ มันมาจากผลิตภัณฑ์ใส่อาหาร และ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชำระร่างกาย""

หลังจากที่ จขกท. กลับมาจากโรงพยาบาลเมื่อสักพัก จขกท.  ก็ลองไปค้นหาข้อมูลดูแล้วก็ได้ไปเจอข้อมูลนี้เข้า...



ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชำระร่างกาย>>>

ตอนนี้มีข่าวที่อเมริกาประกาศเรื่องสารก่อมะเร็ง ' ไทรโคซาน' ในผลิตภัณฑ์ดังนี้

ยาสีฟัน      
คอลเกต โทเทิลเฟรซ / คอลเกต โทเทิล / เซนโซดายน์ โทเทิล แคร์ /อะควาเฟรซ / เทสโก้ โลตัส /ใกล้ชิด

น้ำยาบ้วนปาก  
เดนทอล / คอลเกต

โฟมล้างหน้า    
บิโอเร รุ่นเอ็คเน่

สบู่และแป้งเย็น
โพรเทคส์ บางรุ่น

สบู่    
วาสลีนฮาร์โมนี

สบู่เหลวล้างหน้า
คลีนแอนด์เคลียร์

โฟมล้างหน้า    
คลีนแอนด์เคลียร์ รุ่นดีพ แอคชั่น / ไบโอนิคแอ็คเน่


จากการวิจัยที่พบในอังกฤษ สารที่ผสมในผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะทำปฏิกริยากับน้ำคลอรีน (น้ำประปาที่ใช้อยู่) เกิดเป็นก๊าซคลอโรฟอร์ม และเมื่อร่างกายได้รับก๊าซนี้มาก ๆ จะทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โรคตับและอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ถูกประกาศว่ามีสารที่จะส่งผลให้เกิดมะเร็งบนผิวหน้า หยุด ใช้/ซื้อใช้เพื่อความปลอดภัย

เรื่องที่ 9 : เลิกคบกันเถอะถ้าไม่อ่าน

เราเลิกคบกันเถอะ…ถ้าไม่อ่าน

เคยสงสัยบ้างไหมว่า



คนที่เรารักกับคนที่รักเรามันต่างกันแค่ไหน

คนที่เรารัก

...เราใส่ใจในเรื่องของเขาทุกอย่าง...
...เราแคร์ความรู้สึกเขาเสมอ...
...เราไม่เสียดายเวลาที่ได้อยู่ใกล้เขา...
...เราพยายามทำความรู้จักเขา...
...เราเป็นห่วงเขา...
...เราหวงเขา...
...เราเสียสละเพื่อเขาได้...


..............แต่................


คนที่รักเรา

...คนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเรา...
...คนที่พยายามทำความรู้จักกับเรา...
...คนที่แคร์ความรู้สึกเรา...
...คนที่เป็นห่วงเรา...
...คนที่ใส่ใจในทุกเรื่องของเรา...
...คนที่เสียสละเพื่อเราได้...




แล้วถ้าให้เลือก

ระหว่างคนที่รักเรากับคนที่เรารัก

เราจะเลือกใคร



1.คนที่เรารัก



2.คนที่รักเรา



3.ไม่เลือกใครสักคน



ไม่ว่าเราจะเลือกใคร

มันก็จะมีคนคนหนึ่งที่จะต้องเสียใจอยู่ดี



1.ถ้าคุณเลือกคนที่เรารัก คนที่รักเราก็จะเสียใจ



2.ถ้าคุณเลือกคนที่รักเรา คุณก็อาจจะต้องเสียใจ



3.ถ้าคุณไม่เลือกใครสักคน ทั้งคุณและคนที่รักคุณก็จะต้องเสียใจ





...แต่มีคนหนึ่งที่ไม่เสียใจ...





...คือคนที่เรารัก...

เรื่องที่ 8 : ผู้หญิงคือแม่มด

นิทานเรื่อง....เเม่มด ถ้าเป็นคุณ จะเลือกแบบไหน ดีมาก ๆ ...อ่านให้จบนะ

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว.....
อาเธอร์ถูกจับและจะประหารชีวิต
แต่กษัตริย์เสนอให้เขาเป็นอิสระ
ถ้าหากเขาสามารถตอบ
ปัญหาแสนยากข้อหนึ่ง ได้ถูกต้อง

อาเธอร์มีเวลาหาคำตอบ 1 ปีเต็ม ถ้าเขาตอบไม่ได้
เขาก็จะถูกประหาร 'คำถามนั้นคือ ....
สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ คืออะไร ?'

ปัญหาดังกล่าวช่างยากเย็นจนแม้นักปราชญ์ที่ฉลาดก็ยังงุนงง
เขากลับไปยังอาณาจักรของเขาและ
เริ่มหาคำตอบจากทุกผู้คน
แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่น่าพอใจได้
คนส่วนมากจะแนะนำให้เขาไปปรึกษาเรื่องนี้กับยายแม่มดแก่
ซึ่งน่าจะเป็นผู้เดียวที่จะรู้คำตอบ
แต่ราคาค่าปรึกษาคงจะแสนแพง

แล้ววันสิ้นปีก็มาถึง
อาเธอร์ไม่มีทางเลือกอื่น

แม่มดตกลงจะให้คำตอบแต่อาเธอร์ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อน
นังแม่มดต้องการแต่งงานกับกาเวน
อัศวินผู้ทรงเกียรติสูงสุดของ
เหล่าอัศวินโต๊ะกลม
และเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอาเธอร์

อาเธอร์หนุ่มถึงกับสยองขวัญ
เพราะยายแก่หลังโกงเหม็นก็เหม็น
มีฟันเหลือซี่เดียว ตัวก็เหม็นเหมือนถังส้วม
ชอบทำเสียงประหลาดน่ารังเกียจ
เขาปฏิเสธที่จะให้เพื่อนรักแต่งงานกับหล่อน

ฝ่ายกาเวนพอได้รับรู้ถึงข้อเสนอนั้น เขายอมแต่งงาน
เพื่อชีวิตของอาเธอร์ และการดำรงอยู่ของอัศวินโต๊ะกลม

และยายแม่มดก็ให้คำตอบต่อคำถามของอาเธอร์
'สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ ก็คือการได้เป็นตัวของตัวเอง'
ทุกคนทราบได้ทันทีว่าแม่มดได้กล่าวอมตะวาจาอันยิ่งใหญ่
และอาเธอร์ก็รอดพ้นจากการประหารแน่นอน
และก็เป็นเช่นนั้นจริง


แต่ทว่า........งานแต่งงานของกาเวนกับนังแม่มดช่างเหลือรับจริงๆ
กาเวนสง่าผ่าเผยเช่นปกติทั้งสุภาพอ่อนน้อม
ส่วนฝ่ายนังแม่มดเฒ่านั้นออกลายนิสัยเลวสุดเดช

ทั้งกินมูมมามด้วยสองมือ ทั้งเรอ ทั้งตด
ทุกผู้คนต่างรู้สึกอึดอัด และ
แล้วยามค่ำของวันส่งตั วก็มาถึง

กาเวนได้ปลอบตนเองพร้อมรับคืนสยองเขาก้าวเขาสู่ห้องนอนวิวาห์
ช่างไม่เชื่อสายตาตนเอง!!!!
หญิงสาวแสนสวยที่สุดที่
เคยพบพานนอนรออยู่เบื้องหน้า
กาเวนงุนงง ???? สาวแสนสวยเฉลยว่า

เพราะกาเวนช่างแสนดีกับหล่อน (เมื่อยามเป็นแม่มด)
ดังนั้นครึ่งหนึ่งของวัน เธอจะอยู่ในสภาพพิกลพิการน่า
รังเกียจส่วนอีกครึ่งหนี่งของวัน เธอจะอยู่ในร่างแสนสวยนี้

กลางวันเขาอยากให้เธอเป็นแบบไหน กลางคืนอยากให้เป็นแบบไหน?

เป็นคำถามที่ช่างโหดร้าย!!! กาเวนเริ่มคิดไตร่ตรอง
หญิงสาวสวยยามกลางวันเพื่ออวดต่อเพื่อนฝูง
แต่กลางคืนเมื่ออยู่สองต่อสอง เป็นยายแม่มด?

หรือว่าเขาควรจะเลือกยายแม่มดตอนกลางวัน
แล้วได้สาวสวยเพื่อเริงระบำยามค่ำคืนดี??
เป็นคุณหล่ะ
คุณจะเลือกอย่างไร ???
(กรุณาหยุดคิดสักนิดเมื่อตัดสินใจได้แล้ว ค่อย scroll ลงไปอ่านนะ )


เอาละ..

เมื่อได้คำตอบของคุณแล้ว
อ่านคำตอบของกาเวนที่อยู่
ข้างล่างนี้ กาเวนตอบว่า
'เขาขอมอบให้เธอเป็นผู้ติดสินใจเลือกเอง'
เมื่อเธอได้ยินดังนั้น เธอ
จึงประกาศก้องว่าเธอจะสวยตลอดเวลา
เพราะเขาได้ให้ความเคารพและให้เธอเป็นตัวของตัวเอง
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า...

1. ผู้หญิงไม่ว่าจะสวยหรือจะน่าเกลียด ลึกๆ ข้างในเธอก็คือ แม่มด
2. ผู้หญิงจะกลายร่างเป็นแม่มด หรือเป็นสาวแสนสวยเมื่อไหร่
นั้นขึ้นอยู่กับ ความประพฤติของผู้ชาย

เรื่องที่ 7 : ระหว่างเพื่อนกับแฟน

ระหว่างเพื่อนกับแฟน





* แฟน// กินข้าวรื๊อยังจ่ะ

* เพื่อน// แดกเชี้ยไรยังมึง

* แฟน// นอนได้แล้วนะเป็นห่วง

* เพื่อน// เป็นเชี้ยไรไม่หลับไม่นอนว่ะมึง

* แฟน// ไม่สบายกินยายัง

* เพื่อน// ใกล้ตายแร้วดิมึง

* แฟน// กลับบ้านดีดีนะ

* เพื่อน// กลับเองนะมึง อ่ะสัส

* แฟน// โทมาพอดีเลย คิดถึง

* เพื่อน// โทมาทามเชี้ยไรไม่ว่าง

* แฟน// ตั้งใจเรียนนะ

* เพื่อน// เฮ่ย โดดเห๊อะ

* แฟน// อย่ามีเรื่องเลยไม่ดี

* เพื่อน// มีเรื่อง หรอ "เอาดิ"

* แฟน// ค่ารถ เดี๋ยว เราออกให้

* เพื่อน// สัส ภาระกุอีก มึงแม่ง

* แฟน// กินไรเดี๋ยวซื้อให้

* เพื่อน// หาแดกเองดิ มึง

* แฟน// เสื้อตัวนี้ น่ารักดี

* เพื่อน// ใส่ไรก้อใส่เหอะเรื่องมากว่ะ

* แฟน// ตัดผมใหม่น่ารักจัง

* เพื่อน// มึงตัดทรงเชี่ยไรว่ะเนี่ย ๕๕๕

* แฟน// นอนหนุนตัก

* เพื่อน// มาหนุน กะ แข้ง กุนี่มา

* แฟน// อยาก อยู่ ด้วย

* เพื่อน// ไปไกลตีนดิ สัส

* แฟน// น่ารักนะเนี่ย

* เพื่อน// หน้าอย่างส้นตีนเลยมึงอ่ะ

* แฟน// เราเลิกกันเถอะ

* * เพื่อน// เฮ่ย!! ไม่เป็นไร มึงยังมีกู ... เพื่อนมึงตลอดไป !!

เรื่องที่ 6 : สิ่งที่ทำก่อนจบ ม.6

1.สอบให้ได้เกรดเฉลี่ย 4.00 สักครั้งในชีวิตนักเรียน

2.บอกรักรุ่นน้องที่เราแอบรักมานาน แล้วชวนไปเที่ยวด้วยกัน > < ( ถ้าไม่มี ดูข้อ 2.1 )
2.1 บอกรักเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เราแอบชอบอยู่ เพราะปีหน้าก็จะจบแล้วน้ะจ้ะ      ( ถ้าเพื่อนร่วมห้อง ดูข้อ 2.2 )
2.2สารภาพความในใจเพื่อนร่วมห้องที่เราแอบชอบ ไม่ว่าเราจะรักเขาแบบไหน แล้วเขาเป็นเพศอะไรก็ตาม แต่ก็บอกความจริงในใจไม่เถอะ ถ้าไม่บอกออกไป โอกาสที่จะได้อยู่ด้วยกันอาจไม่หวนมาตลอดชีวิต แล้วจะมานั่งนึกเสียใจทีหลังน้ะ (อันนี้เคยเกิดกะหลายๆคนแล้ว)

3.โดดเรียนวิชาที่อาจารย์โหดหินสุดๆสักครั้ง   !!

4.  พาเพื่อนๆทั้งหลายแล้วนำพวงมาลัย มาขอขมาอาจารย์ที่พร่ำสอนสักครั้ง

5. นัดกับเพื่อนๆทั้งห้องไปเที่ยวและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเอาไว้ เพราะอีกหน่อย เมื่อเราได้ไปในสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง ความทรงจำที่เราเคยมากับเพื่อนทั้งห้อง ไม่ว่าจะนานผ่านไป 1 2 3 5 10 ปีก็ยังอยู่ตรงนั้นตลอดไป

6. รีบเขียนเฟรนด์ชิพซะ !! ห้ามลืมเลยรู้มั้ย สำคัญมากๆ ข้อนี้สุดๆ

7.ขึ้นไปนำร้องเพลงเคารพธงชาติ หน้าเสาธงสักครั้ง / หรือออกไปพูดหน้าเสาธงว่า "ผมรักเพื่อนๆ คุณครูทุกคน และ รร.นี้ครับ" กล้ามั้ยล่ะ ?

8.ถ่ายรูปกับคนที่เราแอบปลื้มในวันจบการศึกษา งานปัจฉิม

9. รวมพลคน ม.6 ทำความสะอาด รร. ครั้งใหญ่สักครั้ง เป็นการตอบแทนก่อน จะจบจากโรงเรียน ไป

10.ร้องเพลงเหล่านี้ กับเพื่อนๆสักครั้งก่อนจะอำลาจากกันไป (น้ำตาท่วม)  
กว่าจะรัก –XYZ (ซึ้งมากๆเพลงนี้) /
หัวใจผูกกัน – บอย  /
เราและนาย – เสก โลโซ /
highschool never end – Bowling for Soup  (ถ้าพวกอินเตอร์)

11.เก็บรวบรวมความทรงจำดีๆ ที่ได้รู้จักกับเพื่อน อาจารย์ รวมทั้งประสบการณ์ที่ได้จากโรงเรียนแห่งนี้ ที่ได้รู้จักบทเรียนต่างๆ ได้สุข ได้ทุกข์ หัวเราะ และ ร้องไห้  แล้วเก็บมันไว้ในหัวใจตลอดไป

เรื่องที่ 5 : ดื่มน้ำอย่างไรให้ถูกต้อง

ดื่มน้ำอย่างไรให้ถูกต้อง
เพื่อนๆคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมออยู่ที่ไหนครับ

รักษาโรคยากๆได้ยื้อชีวิตของคนที่จะจากเราไปให้อยู่แม้เพียงเฮือกหนึ่งถวายตัวอยู่กับคนไข้ตลอด 24 ชม.

เคยอ่านนิยายกำลังภายในกันไหมครับ เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมที่ผมชอบมากเลยครับ โดยเฉพาะเวลา

ฉากที่กำลังจะต่อสู้กัน ถ้าสนใจจะเริ่มอ่านขอแนะนำฤทธิ์มีดสั้นของโกวเล้งครับ

"มีดสั้นในมือของลี้คิมฮวงนั้นหากปล่อยออกจากมือไม่เคยพลาดเป้ามาก่อน"

เพียงแค่คำเล่าลือนี้ก็สามารถสะกดศิษย์วัดเสี้ยวลิ่มยี้แปดร้อยคนที่โอบล้อมเขาไว้ให้ไม่กล้าแม้กระทั่ง

ผ่อนลมหายใจ ลี้คิมฮวงเพียงแค่ถือมีดไว้ในมือเล่มเดียวทว่าชนะตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำครับ

ที่ร่ายมานี้เพียงเพื่อที่จะบอกว่ายอดฝีมือสามารถช่วงชิงชัยได้โดยไม่แม้แต่ออกกระบวนท่าเป็นชัยชนะที่

ไม่ต้องเปลืองแรงเลยสักนิด แต่กว่าจะมีความสำเร็จถึงขั้นนี้ได้ต้องมีการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน ใช่เพียงหัดเล่นๆ

ชั่วค่ำคืน นี่แหละครับที่ทำให้ผมคิดว่าสุดยอดของการเป็นหมอคือการไม่ต้องรักษาคนไข้ครับ ไม่จำเป็นต้องใช้

มีดผ่าตัด จับชีพจร ฝังเข็มหรือว่าจ่ายยารักษาโรคโดยไม่ต้องออกกระบวนท่าใดๆ ก็คือ การป้องกันก่อนเกิดโรคนั่นเองที่จะเน้นให้เห็นก็คือ การรักษาโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้ เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ต่อให้เป็น   หมอจีนที่พยายามปรับร่างกายแบบองค์รวมก็เถอะ เพราะเมื่อเรารักษาคนไข้จนหายโดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนไข้นั้น

เชื่อได้เลยครับว่าเดี๋ยวเราก็จะได้เจอกันอีก

และหนึ่งในพฤติกรรมที่ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับ

ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ

1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่

2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว

3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น

4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น

5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น

 เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของ

ตัวเองหรือยังครับ


ข้อหนึ่งนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีทั้งคุณและโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับ

น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน


ข้อสอง คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว ว่าแต่

ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน

น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก

ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ

แต่ปัสสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกายอย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน

ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด

นอกจากนี้อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว

 (แก้วละ 200 มล.) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ

ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

สูตรคือ

(น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้   ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) / 2 = 1980 มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ

ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย

บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ

น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ

แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ


ข้อสาม อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย

กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา  

เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้

แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติกๆ กินกันจนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว


ข้อสี่ ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้วเนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไปประมาณว่ากินข้าวเสร็จหมดน้ำไปสองแก้ว ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ

คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว

เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด

ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร

เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็นคืออาหารไม่ย่อย หมักหมม พิษถูกดูดเข้าเส้นเลือดเพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ

ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 2-5 แก้ว เพื่อขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ ที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร

ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหาร และหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ

ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ

และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ

ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว

อย่างนี้ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมด แล้วจะเอาอะไร

กักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ เหมือนทำยาก แต่จริงๆแล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับ

ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำ

เพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้วล้างปากเนี่ยนะ)

หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว

เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับ

ได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมันควรกินแกล้มอาหาร เลยได้เลิกเหล้า

เลิกเบียร์กันไป

แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด

เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ

พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ


นอกจากนี้หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วยครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น

 ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้นมีสองเหตุผลครับ

หนึ่ง เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึม

สารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้วครับ

เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามิน

สารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย

เหตุผลที่สอง คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไปก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี

เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน


มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อ

ทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม

เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง

ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร

อีกอย่างน้ำอัดลมเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ

ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข้าไปท้องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ

พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกันไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณมากผสมน้ำนำมาขาย

แต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้นระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย

กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ "กาแฟหอมนะหมอ"หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็นหมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่ง


อีกอย่างขอแถมนิดนึง คนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวเติมเครื่องเยอะๆ อร่อยลิ้นแต่ไตทำงานหนักนะครับ


ครบห้าข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน555 ว่าไปนั่น

ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่บอกครับ หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง

เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่ว

ข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน

สุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้องขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ


ปล. If you trust me ก็นำไปปฏิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก

เรื่องที่ 4 : อ่านคนเดียว (ลูกโซ่)

Read Alone.....
กรุณาอ่านคนเดียว
Especially the Poem
โดยเฉพาะกลอน
I believe whatever is in store for us will be for us.
ฉันเชื่อว่าอะไรที่เป็นของเราก็จะเป็นของเราในที่สุด

The poem is very true, unfortunately.
Make sure you read the poem!
กลอนนี้เป็นเรื่องจริง เสียแต่ว่าคุณต้องอ่านมัน

CASE 1: Kelly Sedey had one wish, for her boyfriend of three years,
David Marsden, to propose to her.
กรณี ที่ 1 Kelly Sedey มีความมุ่งหวังอย่างหนึ่งกับแฟนหนุ่มที่คบกัน มา 3 ปี
เธออยากให้ David Marsden ขอเธอแต่งงาน
Then one day when she was out to lunch David proposed!
She accepted, but then had to leave because she had a meeting in 20 min ..
แล้ววันนึงที่เธอออกไปทานข้าวกลางวัน David ก็ขอเธอแต่งงาน
เธอตอบตกลง แต่เธอต้องกลับก่อนเพราะว่าเธอจะมีประชุมในอีก 20 นาทีต่อมา
When she got to her office,
she noticed on her computer she had some e-mail's.
She checked it, the usual stuff from her friends,
but then she saw one that she had never gotten before.
เมื่อเธอมาถึงที่่ทำงาน
เธอสังเกตเห็นคอมพิวเตอร์ว่ามีคนส่งอีเมลมาหาเธอ
เธอเปิดดู แต่มันเป็นอีเมลธรรมดาจากเพื่อน
แต่มีอีเมลนึงที่เธอไม่เคยได้รับมา่ก่อน
It was this poem. She simply deleted it without even reading all of it.
ซึ่งก็คือกลอนบทนี้ เธอลบมันทิ้งไปโดยที่ไม่ได้อ่าน

BIG MISTAKE! Later that evening, she received a phone call from the police
It was about DAVID! He had been in an accident with an 18 wheeler. He didn't survive!
นั่นเป็นความผิดมหันต์ ต่อมาในตอนเย็น เธอได้รับโทรศัพท์จากตำวจ
เกี่ยวกับ DAVID เขาประสบอุบัติเหตุชนกับรถ 18 ล้อเสียชีวิต

CASE 2: Take Katie Robinson She received this poem and being the believer that she was
she sent it to a few of her friends but didn't have enough e-mail addresses to send out
the full 5 that you must. Three days later, Katie went to a masquerade ball.
Later that night when she left to get to her car, she was killed in that spot by a
hit-and-run drunk driver.
กรณีที่ 2 เป็นของ Katie Robinson เธอได้รับกลอนนี้และก็เชื่อ
เธอได้ส่งต่อไปให้เพื่อนไม่กี่คนเพราะว่าเธอมีที่อยู่อีเมลไม่พอ
ซึ่งจะต้องส่งต่ออย่างน้อย 5 คน
3 วันต่อมา เธอไปงานเต้นรำสวมหน้ากาก
คืนนั้นเมื่อเธอออกจากงานไปที่รถ เธอถูกคนเมาชนแล้วหนีจนเสียชีวิต

CASE 3: Richard S. Willis sent this poem out within 45 minutes of reading it.
Not even 4 hours later walking along the street to his
new job interview with a really big company, when he ran into Cynthia Bell,
his secret love for 5 years. Cynthia came up to him and told
him of her passionate crush on him that she had had for 2 years.
Three days later, he proposed to her and they got married.
Cynthia and Richard are still married with three children, happy as ever!
กรณี ที่ 3 Richard S. Willis ส่งกลอนนี้ต่อให้เพื่อนภายใน 45 นาทีหลังจากอ่าน
4 ชม. ต่อมาเขาต้องไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทให­่มาก
แต่เขาก็ยังไปหา Cynthia Bell,ที่เขาแอบรักมา 5 ปี
Cynthia บอกเขาว่าเธอเองก็แอบชอบเขามา 2 ปีแล้วเช่นกัน
3 วันต่อมา เขาขอเธอแต่งงานแล้วพวกเขาก็แต่งงานกัน
Cynthia และ Richard ยังคงอยู่ด้วยกัน มีลูกด้วยกัน 3 คนและมีความสุขที่สุด

 
 
 
 
 




This is the poem:
นี่คือกลอนที่ว่า

Around the corner I have a friend,
ฉันมีเพื่อนที่อยู่ไม่ไกล
In this great city that has no end,
ในเมืองให­่ที่ไม่มีวันหลับไหล
Yet the days go by and weeks rush on,
และเวลา ก็ยังคงผ่านไป
And before I know it, a year is gone.
ฉันไม่เคยรู้ว่านานแค่ไหน
And I never see my old friends face,
แต่ฉันไม่เคยเจอเพื่อนเก่าคนนั้น
For life is a swift and terrible race,
เพราะชีวิตที่มีแต่การเปลี่ยนแปลงและแข่งขัน
he knows I like him just as well,
รู้แต่ว่าเขาคงสบายดีเช่นกัน
As in the days when I rang his bell.
จนวันหนึ่งอยากลองไปหาดูสักที
And he rang mine but we were younger then,
เพื่อนที่เราเคยมีความรู้สึกดีๆ
And now we are busy, tired men.
แต่ตอนนี้เรายุ่งและเหนื่อยล้า
Tired of playing a foolish game,
ต้องฟันผ่ากับเกมอันหลากหลาย
Tired of trying to make a name.
เหนื่อยหน่ายกับการสร้างชื่ อ
'Tomorrow' I say! 'I will call on Jim
พรุ่งนี้แล้วกันนะฉันจะโทรหา
Just to show that I'm thinking of him.'
ปลอบตัวเองว่าเรายังมีเพื่อนให้คิดถึงอยู่
But tomorrow comes and tomorrow goes,
แต่พรุ่งนี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
And distance between us grows and grows.
ระยะทางระหว่างเรายิ่งไกล
Around the corner, yet miles away,
เพื่อนที่อยู่ใกล้กลับเหมือนอยู่ห่างร้อยไมล์
'Here's a telegram sir,' 'Jim died today.'
จนได้ข่าวว่าเพื่อนจากเราไป
And that's what we get and deserve in the end.
นี่คือ สิ่งที่เราสมควรได้หรืออย่างไร
Around the corner, a vanished friend.
ที่ตรงนั้นไม่ไกล แต่ว่าเพื่อนฉันไม่อยู่อีกต่อไป
Remember to always say what you mean.
จงพูดอย่างที่ใจคิด
If you love someone, tell them.
ถ้าคุณรักใครสักคนก็บอกเขาไป
Don't be afraid to express yourself.
อย่ากลัวที่จะเผยความรู้สึก
Reach out and tell someone what they mean to you.
เปิดใจ และบอกคนที่มีความหมายกับคุณ
Because when you decide that it is the right time it might be too late.
เพราะหากคุณรอจนถึงเวลาที่เหมาะสม วันนั้นอาจจะช้าไป
Seize the day. Never have regrets.
หาโอกาสในวันนี้ แล้วคุณจะไม่มีวันเสียใจทีหลัง
And most importantly, stay close to your friends and family,
for they have helped make you the person that you are today.
สิ่งที่สำคั­ที่สุด จงอย่าละเลยเพื่อนและครอบครัว
เพราะพวกเขาทำให้คุณเป็นอย่างที่คุณเป็นทุกวันนี้
You must send this on in 3 hours after reading the letter to 10 other people.
If you do this, you will receive unbelievably good luck in love.
The person that you are most attracted to wil l soon return to you.
If you do not, bad luck will rear its ugly head at you.
คุณต้องส่งอีเมลต่อให้เพื่อน10 คน ภายใน 3 ชม. หลังจากที่อ่านเมลนี้
ถ้าคุณทำตามนี้ คุณจะโชคดีในความรักอย่างไม่น่าเชื่อ
คนที่คุณกำลังมองเค้า เค้าจะหันมามองคุณในไม่ช้า
ถ้าคุณไม่ทำ คุณจะโชคร้าย

THIS IS NOT A JOKE!
นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

You have read the warnings, seen the cases, and the consequences.
You MUST send this on or face dreadfully bad luck.
คุณได้อ่านคำเตือนและตัวอย่างของคนที่ส่งและไม่ส่งมาแล้ว
คุณต้องส่งต่อ ไม่งั้นจะต้องเผชิ­กับโชคร้ายมาก

*NOTE*

the more people that you send this to, the better luck you will have.
ยิ่งส่งมากก็ยิ่งโชคดีมาก
SMILE, even through your tears!!!!!
จงยิ้มเข้าไว้ แม้วันที่มีน้ำตา

เรื่องที่ # 3 : พระพุทธเจ้าทำนาย

พระพุทธเจ้าทำนาย
      เมื่อปี พ.ศ. 2485 แปลจากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน

     
    สาธุ อะระหังสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเมตตามหาสัพสัตว์ทั่วโลก ที่เกิดมาแล้วแต่ลำบาก ทั่วหน้าทุกชาติ ทุกศาสนาตาม
ธรรมชาติเมื่ออาตมาเข้านิพพานแล้วครบ 5000 ปีเป็นที่สุด โลกจะหมุนเข้าใกล้จำนวนที่ คถาคตทำนายไว้ 2500 ปีมนุษย์
และสัว์จะได้รับภัยพิบัติเสียหนึ่งในระยะ 30 ปี สิ่งที่สาธุชนไม่เคยเจอะจะได้เห็น ไม่เคยพบจะได้พบ ยักษ์หินที่ถูกสาบให้หลับ
กลับตื่นขึ้นมาอาละวาดยิ่งนัก ใกล้กับ พ.ศ. 2550 ยิ่งทวีกันใหญ่ขึ้นทุกทิวาราตรี มนุษย์นอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันกันจนถึงเลือดตนเองนองเต็มพื้นดิน พื้นน้ำจะลุกลามเผามนุษย์ไม่ขาดระยะ ต่างฝ่ายต่างทำลาย   เหมือนยักษย์ กระหายเอลืด แผ่นดินจะลุกเปน็นเปลวไฟ ต่างฝ่ายจะตายไปอย่างละครึ่งหนึ่งจึงจะล้มเลิก
ส่วนพุทธศาสนิกชน ผู้ทำแต่บุญเดินตามทางตถาคตสามารถระงับร้อนำม่รุนแรง แต่หนีภัยพิบัติไม่พ้น ไฟจะลุกลามทางทิศตะวันออกไหม้วัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์ จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเหล็กกล้าจะผุดจากน้ำ สงครามจะเกิดทั่วทิศ ทหารจะเป็นเจ้า ข้าวสารจะขาดแคลน ทุกแคว้น
จะอดอยาก พลูหมากจะหมดเปลือง สีเหลืองจะชนะ สีขาจะแพ้ภัยในที่สุด ครุฑจะบินกลับฐาน คนจะกลับบำรุงพระ

     คำเตือน
  โลกมนุษย์กำลังเข้าสู่กาลียุค จะทำให้เกืดภัยธรรมชาติ จากดิน น้ำ ลม ไฟ จะเกิดมหาสงครามโลกครั้งที่สามตามมา มนุษย์จะตายไปกว่าครึ่ง
    สำหรับประเทศไทย จะเริ่มตั้งแต่ปี 2550 คาดว่าจะได้รับภัยทางน้ำ และ ไฟ โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดชายทะเล และกรุงเทพฯ แผ่นดินจะยุบตัวคลื่นน้ำจะพัดเข้าถล่มมีความสูงกว่า 200 เมตรมนุษย์จะล้มตายมากกว่าครึ่ง น้ำจะเข้าช่องแคบสระบุรี และทางด้านตอนล่างของโคราชบางส่วน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สุดท้าย ประเทศไทยจะเหลือประชากรประมาณ 30 %
    ส่วนประเทศอื่นทั่วโลกจะเหลือเพียง 10% ประชาชนผู้รอดชีวิตส่วนมากจะสูญเสียสติสัมปชัญญะไม่ปลอดภัยเหมือนเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนา เพราะไม่เข้าใจบำเพ็ญฌานภาวนา ฉะนั้นอย่าหลงใหลในทรัพย์สินของตนให้มากนัก เพราะเมื่อเข้าสู่ยุคศิวิไลเงินทอง จะไม่มีค่าเลยเพราะ มนุษย์ยุคนั้นจะเข้าวัดกันที่ความดี ศีลธรรม ปีมะโรง พ.ศ.2555 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2556 ปีระกา พ.ศ.2560 พ.ศ.2561 ปีกุน พ.ศ.2562 คำทำนายของสมเด็จ พุทฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
        รัชกาลที่ 1   ทายว่า มหากาฬ    (ทำลายเพื่อน พี่น้อง)
        รัชกาลที่ 2   ทายว่า ฌาณยักษ์   (ชำนาญเวทมนต์)
        รัชกาลที่ 3   ทายว่า รักมิตร       (มีการค้ากับต่างชาติมากมาย)
        รัชกาลที่ 4   ทายว่า สนิทคำ      (ออกบวช)
        รัชกาลที่ 5   ทายว่า จำแขนขาด ( เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และเขมร เพื่อปกป้อง อธิปไตย)
        รัชกาลที่ 6   ทายว่า ราชโจร      (เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดกลุ่มโจรมากมาย มีการตั้งกองเสือป่าครั้งแรกของเมืองไทย)
        รัชกาลที่ 7   ทายว่า ชนร้อนทุกข์ (เกิดการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย)
        รัชกาลที่ 8   ทายว่า ยุคทมิฬ      (พระเจ้าแผ่นดินถูกลอบปลงพระชนม์)
        รัชกาลที่ 9   ทายว่า ถิ่นกาขาว     (มีฝรั่งเข้ามามากมาย นำเงินมาซื้อประเทศไทยให้เกิดวิกฤตการเงิน)
        รัชกาลที่ 10 ทายว่า ชาวศิวิไลย์   (จะมีเหลือเฉพาะผู้ที่มีบุญเท่านั้นที่รอคอย เป็นยุคของพระศรีอริยเมตไตย)
 
 " โลชังชม โทโพโส อินโกรุณา
      พระอิทร์พรหม ยมราช ได้สั่งไว้ว่า ถ้าบุคคลใดได้รู้แล้ว จงรับบอกต่อให้คนอื่นฟังรือพิมแจกตามกำลังศัทธา จะเกิดมหากุศลช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากมหันตภัยพิบัติทั้งปวง